ลุ้นรับเงินล้านและของรางวัลมากมายกับ "Spectacular Award" จากสปอนเซอร์ ดึงเสน่ห์ของผลงานคุณออกมาให้พวกเราได้ชม!!
สวัสดี! ผู้มาเยือน ยินดีต้อนรับสู่ Quaint School Community คอมมูโรงเรียนสำหรับผู้พิการ
แผนที่โรงเรียนและภาพบรรยากาศโรงเรียนใหม่มาแล้ว!! "คลิ๊กที่นี่" พร้อมเปิดจองห้องพักแล้ววันนี้เป็นต้นไป!!

Share
Go down
avatar
Quaint Foundation
Quaint Foundation
ClassLv.50
INFO.Narin
ผู้อำนวยการโรงเรียน
สามารถซื้อ LOTTO ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

Star Piece1046
CHIPS+90 M 891 K 68



PASSPORT
[ VISA ]:

[ Grade Exp. ]:
12285/68400  (12285/68400)
[ EVENT ]:
+0 WATER BUCKET
ดูข้อมูลส่วนตัว

ROOMMATE 11 : 10 CM

on Fri 16 Mar 2018, 12:17
สวัสดีครับ

ยินดีต้อนรับสู่ภารกิจรูมเมทครั้งแรกของปี
ครั้งนี้ผมมากับภารกิจน่ารักๆให้ได้อมยิ้มกัน
เนื่องจากเนื้อเรื่องครั้งนี้เป็นแบบแฟนตาซี
จึงไม่นับเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงนะครับ
ถือเป็น spin off สนุกๆอีกตัวหนึ่ง


ระยะเวลาภารกิจ พิมพ์ว่า:FRI 16/03/18 ; 12.17 TH - SUN 01/04/18 ; 11.59 TH

รายละเอียดภารกิจ พิมพ์ว่า:
จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อคุณตื่นมาแล้วพบว่ารูมเมท
ของคุณตัวหดเหลือเพียง 10 ซม. เท่านั้น!?!


เนื้อเรื่อง
เช้าวันอาทิตย์ที่มักเป็นวันพักผ่อนแสนสงบสุข
หากเช้านี้กลับตื่นมาพบว่ารูมเมทตัวหดเหลือ
10 ซม. ซะนี่!! แล้วจะทำยังไงดีล่ะ!?!

เนื้อเรื่องนอกจากนี้สามารถดีไซน์เองได้หมด
ไม่ว่าจะเป็นวิธีกลับร่างเดิม กลับร่างเดิมได้หรือไม่
กลับได้ตอนไหน หรือกลับไม่ได้เลย เนื่องจาก
เป็นเนื้อเรื่อง spin off ที่ไม่นับเป็นเนื้อเรื่อง
ตามความเป็นจริง จัึงจินตนาการได้ไม่จำกัด

โจทย์ภารกิจ
ร่วมมือกันแต่งเนื้อหาตามเนื้อเรื่องด้านบน
สามารถเลือกได้เองว่าจะให้รูมเมทคนใด
เป็นฝ่ายตัวหดเล็กลง เมื่อตกลงเนื้อเรื่อง
กันได้แล้ว ให้รูมเมทคนหนึ่งเป็นฝ่ายเขียน
เนื้อเรื่อง ส่วนอีกคนเป็นฝ่ายวาดภาพประกอบ
อย่างน้อย 1 รูป หรือจะวาดเป็นคอมมิกตอบโต้
กับเนื้อหาก็ได้เช่นกัน

กรณีที่ทำคนเดียวให้ส่งเป็นภารกิจเดี่ยว
ตามปกติ คือวาดและเขียนด้วยตัวเอง
จะได้สแตมป์เดี่ยวเช่นกัน

รายชื่อรูมเมท พิมพ์ว่า:Phumin Prabaripye - Taira Payakaroon
Saharat Chaiyakul - Supha
Phee - Randel Waller Donovan
Hisoka Kazuki - Rin Sukho
Jannate Walter - Aksorn Pasin
Desmond Henry Ashton - Theerapat Ravinun

Hanna Rogan - Bando Chikako (NPC)
Say - Chisuta Tongsiri (NPC)
Jinn - Maxwell Sonnner (NPC)
Isara Pattanasak - Narin (NPC)

กฏการให้สแตมป์ พิมพ์ว่า:เนื้อหา 50% / ภาพ 50%

ภาพและเนื้อหาตรวจจากสแตนด์ดาร์ดส่วนบุคคล
ความตรงต่อโจทย์ และความเข้ากันของภาพและ
เนื้อหา หากภาพและเนื้อหาไปคนละทางจะถือ
เป็นความไม่สามัคคีของรูมเมทซึ่งอาจมีผลต่อ
สแตมป์ หากภาพและเนื้อหามีคุณภาพแตกต่าง
กันมากเกินไป (เช่น คนหนึ่งงาน S อีกคนงาน  C)
จะส่งผลทำให้สแตมป์เพิ่มขึ้นหรือลดลงได้เช่นกัน




รางวัลคุณภาพผลงาน

รางวัลสำหรับคู่ที่ทำภารกิจได้เพอร์เฟ็คและน่าอัศจรรย์มาก 100%

  MASTER TRIANGLE STAMP
ตราประทับระดับสูงสุดในหมวดภารกิจรูมเมทและภารกิจพิเศษ มีลักษณะเป็นสามเหลี่ยมทองคำแท้ มีมูลค่า +200 Grade Exp. จะได้รับเมื่อปฎิบัติภารกิจได้เพอร์เฟ็คเป็นที่น่าประทับใจแก่ผู้อำนวยการโรงเรียน

  +10 STAR PIECE
ชิ้นส่วนดวงดาวที่ใช้สะสมรวมกันในขวดโหล สามารถนำไปแลกเป็นของรางวัลกับทางโรงเรียนได้


รางวัลสำหรับคู่ที่ทำภารกิจได้เกือบเพอร์เฟ็ค 90% - 99%

  GRAND PENTAGON STAMP
ตราประทับระดับสูงมากในหมวดภารกิจรูมเมทและภารกิจพิเศษ มีลักษณะเป็นห้าเหลี่ยมเทอร์ควอยซ์ผสมทองคำแท้ มีมูลค่า +150 Grade Exp. จะได้รับเมื่อปฎิบัติภารกิจได้สุดยอดเป็นที่น่าปลาบปลื้มแก่ผู้อำนวยการโรงเรียน

  +5 STAR PIECE
ชิ้นส่วนดวงดาวที่ใช้สะสมรวมกันในขวดโหล สามารถนำไปแลกเป็นของรางวัลกับทางโรงเรียนได้


รางวัลสำหรับคู่ที่ทำภารกิจได้ยอดเยี่ยมมาก 80% - 90%

  ULTRA SQUARE STAMP
ตราประทับระดับสูงในหมวดภารกิจรูมเมทและภารกิจพิเศษ มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมเพชรสีชมพูผสมทองคำแท้ มีมูลค่า +100 Grade Exp. จะได้รับเมื่อปฎิบัติภารกิจอย่างยอดเยี่ยมเป็นที่น่าตื่นตาตื่นใจแก่ผู้อำนวยการโรงเรียน


รางวัลสำหรับคู่ที่ทำภารกิจได้ปานกลาง 65% - 80%

  GREAT SQUARE STAMP
ตราประทับระดับกลางในหมวดภารกิจรูมเมทและภารกิจพิเศษ มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมแซฟไฟร์ มีมูลค่า +75 Grade Exp. จะได้รับเมื่อปฎิบัติภารกิจได้อย่างดีเป็นที่น่าชื่นชมแก่ผู้อำนวยการโรงเรียน


รางวัลสำหรับคู่ที่ทำภารกิจได้ผ่านเกณฑ์ 50% - 65%

  JEWEL SQUARE STAMP
ตราประทับระดับทั่วไปในหมวดภารกิจรูมเมทและภารกิจพิเศษ มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมอัญมณีล้ำค่า มีมูลค่า +50 Grade Exp. จะได้รับเมื่อปฎิบัติภารกิจได้อย่างสำเร็จเป็นที่พึงพอใจแก่ผู้อำนวยการโรงเรียน




รางวัลแห่งความขยัน

.....รางวัลสำหรับแจกให้กับผู้ที่ส่งภารกิจเป็นคนแรกเท่านั้น เพื่อให้กำลังใจผู้ที่มี
ความขยันในการทำภารกิจส่งผู้อำนวยการโรงเรียน


  กล่องแห่งความขยัน
กล่องของขวัญที่ทางโรงเรียนมอบให้กับผู้ส่งภารกิจหลักเป็นคนแรก เมื่อเปิดกล่องแล้วสามารถเลือกรับสกิลบัฟจำนวน 1 สกิลได้ดังนี้...



หรือสามารถใช้ STAR PIECE จำนวน 20 ชิ้นแลกการใช้งานสกิลบัฟ 1 สกิลจาก...



อ่านข้อมูลสกิลบัฟได้ที่ "คลิ๊กที่นี่"





รางวัลเกียรติยศแห่งความสร้างสรรค์

.....ถ้วยรางวัลแต่ละชนิดจะถูกมอบให้กับ นักเรียน-อาจารย์ ที่มีผลงานสร้างสรรค์
เกินขอบเขตของจินตนาการ โดยระดับถ้วยเกียรติยศและจำนวนที่จะมอบให้นั้นขึ้น
อยู่กับผู้อำนวยการโรงเรียนเท่านั้น แม้ผลงานที่เพอร์เฟ็คแต่ถ้าขาดความสร้างสรรค์
ก็จะไม่ได้รับถ้วยรางวัลเกียรติยศก็เป็นได้ ในทางกลับกันหากผลงานไม่ได้สวยจน
น่าตะลึง แต่ถ้าหากมีความสร้างสรรค์ผู้อำนวยการก็สามารถมอบถ้วยเกียรติยศให้ได้...


  GOLDEN HONOR DEGREE TROPHY
ถ้วยเกียรติยศทองคำแท้ มอบให้แด่ผู้ที่สามารถปฎิบัติภารกิจหรือร่วมกิจกรรมต่างๆที่ทางโรงเรียนจัดขึ้นได้น่าประทับใจผู้อำนวยการเป็นอย่างมาก

  SILVER HONOR DEGREE TROPHY
ถ้วยเกียรติยศเงินแท้ มอบให้แด่ผู้ที่สามารถปฎิบัติภารกิจหรือร่วมกิจกรรมต่างๆที่ทางโรงเรียนจัดขึ้นได้น่าประทับใจผู้อำนวยการ

  BRONZE HONOR DEGREE TROPHY
ถ้วยเกียรติยศทองแดง มอบให้แด่ผู้ที่สามารถปฎิบัติภารกิจหรือร่วมกิจกรรมต่างๆที่ทางโรงเรียนจัดขึ้นได้น่าดึงดูดใจผู้อำนวยการ





Spectacular Award

รางวัล Spectacular จะถูกมอบให้สำหรับผู้ที่สร้างสรรค์ผลงานได้ประทับใจสปอนเซอร์
จากบริษัท THE NOBLEMAN เป็นอย่างมาก โดยผลงานนั้นจะต้องมีเสน่ห์ในรูปแบบต่างๆ
ที่ดึงดูดสายตาและจิตใจของสปอนเซอร์ ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณภาพผลงานแต่อย่างใด
แต่จะขึ้นอยู่กับความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ เสน่ห์ของผลงาน ความกลมกล่อมของ
ภาพรวม เป็นต้น ซึ่งผู้ที่ได้รับรางวัลนี้จะได้รับการประกาศเกียรติคุณ ณ ความคิดเห็นที่
ลงผลงาน และใต้ชื่อกระทู้ภารกิจในหน้ากระดานภารกิจ พร้อมทั้งของรางวัล ดังนี้

** อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับรางวัลนี้ได้โดย "คลิ๊กที่นี่" **

  +1,000,000 CHIPS
เหรียญตราที่ใช้ในการชำระค่าใช้จ่ายทั้งหมดภายในโรงเรียนหรือการร่วมกิจกรรมพิเศษที่ทางบริษัท NOBLEMAN จัดขึ้น โดยสามารถใช้แต้มสะสมจาก Spirit Point ในการแลกได้

  +20 STAR PIECE
ชิ้นส่วนดวงดาวที่ใช้สะสมรวมกันในขวดโหล สามารถนำไปแลกเป็นของรางวัลกับทางโรงเรียนได้



แก้ไขล่าสุดโดย Nearmoki-2b เมื่อ Sun 01 Apr 2018, 18:23, ทั้งหมด 1 ครั้ง

Signature ------------------------------------------------>
avatar
INFO.Randel Waller Donovan
นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 5
ช่วยลดค่า Grade Exp. สูงสุด 2%

Star Piece272
CHIPS+9 M 346 K 32



PASSPORT
[ VISA ]:

[ Grade Exp. ]:
560/2250  (560/2250)
[ EVENT ]:
+0 WATER BUCKET
ดูข้อมูลส่วนตัว

Re: ROOMMATE 11 : 10 CM

on Sun 18 Mar 2018, 03:22
Message reputation : 100% (1 vote)
10 CM:





10 CM






ตอนเด็กๆ คุณเคยมีความคิดอย่างเช่นว่าอยากมีปีกบ้างไหม นอกจากนี้ก็จะอยากมีเวทมนต์
ใช้เสกนู้นเสกนี่และที่ขาดไปไม่ได้เลยคือ การที่ตัวเองหดเล็กลงเพื่อที่จะสามารถหอมดอกไม้ดอกใหญ่
และเดินไปทั่วบ้านหลังโตเหมือนอลิซ

พอโตขึ้นมาคุณก็จะรู้ว่ามันไร้สาระ

แต่ตอนนี้ผมชักจะไม่แน่ใจแล้วล่ะ




.




ผมจ้องสิ่งมีชีวิตเล็กๆ บนเตียงตรงข้ามในเช้าตรู่วันอาทิตย์ สิ่งนี้ดูจากตัวแล้วคงขนาดไม่เกิน 15 เซ็นติเมตร
รูปร่างเหมือนมนุษย์ กำลังหลับพริ้มหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ ตัวของเขาหดเข้าหากันเพราะผ้าห่มไม่สามารถห่มเขาได้
แถมเสื้อผ้าก็ใหญ่เกินไปด้วย

“เดี๋ยวหาผ้าห่มมาให้นะครับ” หลังจากนั่งยอง ๆ ข้างเตียงจนเหน็บกินไปทั้งขาผมก็ตัดสินใจพูดกับเขาเบาๆ และผละไปที่ตู้เสื้อผ้า
หยิบผ้าเช็ดหน้าผืนที่คิดว่านุ่มที่สุดมาห่มให้เขา คุณพีขยับตัวซุกเข้าหาผ้าเช็ดหน้าที่ตอนนี้เปลี่ยนเป็นผ้าห่มแล้วของผม
เขาดูจะหลับสบายมากทั้งที่ปกติเป็นคนตื่นเช้า

ตอนแรกผมนึกว่าเขาออกไปข้างนอก แต่เพราะเขามักจะเก็บเตียงเสมอการที่ผ้าห่มกองยับยู่ยี่อยู่บนเตียงเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง คงมีเรื่องด่วนล่ะมั้ง
ผมเดินไปกะว่าจะเก็บเตียงเขาให้เรียบร้อยแต่กลับเห็นคุณพีนอนอยู่แทน เพียงแต่ว่าตัวเขามัน… เล็กลง

“what the...” ผมเผลอสบถออกมาทันทีอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่ได้ตีโพยตีพายหรือกรีดร้องเหมือนสาวน้อยอะไรแบบนั้นหรอกนะ
ผมหยิกแก้มตัวเองเพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้สลึมสลือเห็นภาพหลอนหรือเมาขี้ตา แล้วก็มานั่งสำรวจเขาจนเหน็บกินนี่แหละครับ

“ไม่ตื่นหรอครับ เก้าโมงแล้วนะ” ผมเปลี่ยนจากนั่งยองๆ มานั่งขัดสมาธิข้างเตียงแทน
ผมไม่ได้ตกใจมากนักอาจจะเพราะทุกวันนี้ก็เห็นภาพหลอนของตัวเองจนชิน แถมมันไม่ได้น่ารักจิ้มลิ้มแบบนี้ด้วย
เพราะงั้นการที่คุณพีตัวหดลงจึงไม่สะเทือนผมเท่าไร

เขาค่อยๆ ลืมตาและขยี้มัน หาวปากเล็กๆ จนผมสงสัยว่าจะมีอาหารอะไรที่เขาสามารถกินได้บ้างสำหรับเช้านี้
คุณพีทำปากแจ่บๆ มองหน้าผม ทำท่าเหมือนจะกลับไปนอนต่อแต่กลับเบิกตาโพล่งและลุกขึ้นนั่งอย่างร้อนรน
มือเขาโบกไปมารวดเร็วจนผมมองไม่ทันว่าเขาต้องการสื่อสารอะไร

“ใจเย็นๆ ครับ ผมไม่กินคุณหรอก” เขาเบ้ปากทำหน้าเหมือนอยากร้องไห้เสียเต็มประดา
และทำหน้าตาตกใจอีกครั้งเมื่อรู้ว่ามีแค่ผ้าเช็ดหน้าผืนเดียวที่ปิดร่างกายไว้ หน้าเขาแดงตั้งแต่คอขึ้นไปถึงหูเลย

“เอ่อ… ผมไม่เห็นอะไรเลยครับ” ผมเสมองไปทางอื่นเมื่อคุณพีหันขวับมามองผมอย่างต้องการคำตอบ
ผมไม่เห็นอะไรจริงๆ นะ สาบานได้ ก็ตอนเจอเขานอนขดตัวอยู่นี่นา ผมมองเขาที่พยายามเอาผ้าคลุมตัวเองจนตอนนี้กลายเป็นก้อนไปแล้ว

เขาไม่สามารถเขียนหนังสือได้ ก็ดูสิ ดินสอน่ะสูงกว่าตัวเขาอีก ผมก็เลยทำหน้าที่เดาและอ่านปากจิ๋วๆ นั่นแทนว่าเขาต้องการอะไร
เขาถามใหญ่เลยว่าเกิดอะไรขึ้น ผมก็ไม่รู้จะตอบยังไงเพราะไม่รู้เหมือนกัน
เขาเดินโวยวายไปมาทั้งที่ไม่มีเสียงจนผมเหนื่อยเลยบอกเขาว่าให้นั่งเฉยๆ

“ผมจะหาอะไรให้คุณกินก่อน คุณกินข้าวเช้าเป็นประจำถ้าปล่อยไว้นานจะปวดท้องได้นะครับ” เขาพยายามรั้งผมไว้แต่ผมไม่สนใจแล้ว
ผมเดินไปที่ร้าน La Pastel และซื้อแซนด์วิชมาสองชิ้น แน่นอนว่านมช็อกโกแลตด้วย
ระหว่างที่เดินถือมาผมก็เพิ่งคิดได้ว่า… เอ้อ ชิ้นใหญ่ขนาดนี้คุณพีคงกินไม่หมดหรอก แต่ช่างเถอะ เก็บไว้กินอีกก็ได้

ผมใช้เท้าถอดรองเท้าอีกข้างแบบคนขี้เกียจ ปิดประตูและล็อกห้องให้เรียบร้อย เดินเข้าห้องนอนเพื่อจะเอาแซนด์วิชให้คุณพี แต่เขาหายไป

“คุณพี? คุณพีครับ” ผมวางถุงไว้ที่โต๊ะหัวเตียง เลิกผ้าห่มขึ้นก็ไม่เจอ หายไปไหนเนี่ยตัวยิ่งเล็กๆ อยู่
ผมเดินมาข้างนอกอีกครั้ง เดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าแม้จะรู้ว่าเขาเปิดไม่ได้หรอก แต่ถ้าเกิดมันมีช่องเล็กๆ แล้วมุดเข้าไปได้ล่ะ จะทำยังไง

“คุณพีครับ!” ผมใช้เสียงที่ดังขึ้นมาอีกนิดเพื่อหาตัวเขา
ก่อนจะหันหลังและเจอคุณพีเวอร์ชันจิ๋วในสภาพที่ดูดีกว่าเมื่อตอนเช้าเพราะเขาเอาเข็มมากลัดบนผ้าเช็ดหน้า มันเลยไม่หลุดลุ่ย

“อย่าเดินไปไหนมาไหนเองสิครับ คุณจะบาดเจ็บนะ” ผมเดินไปหยิบ… เอ่อ หมายถึงอุ้มเขาเข้าไปในห้องนอน
วางเขาไว้บนโต๊ะหัวเตียงและแกะแซนด์วิชให้ เขายอมนั่งลงดีๆ โดยมีผมนั่งอยู่บนเตียงและกินแซนด์วิชของตัวเองเช่นกัน

“อร่อยไหมครับ” ผมถาม ผมแกะแซนด์วิชให้วางอยู่บนห่อพลาสติกส่วนเขาก็นั่งกินมันโดยใช้ปากเล็กๆ นั่นน่ะแหละ
เขาหันมาหาผมพร้อมกับคิ้วที่ขมวดแน่นจนผมต้องขมวดคิ้วตาม

“เป็นอะไรครับ” คุณพีชี้ไปที่ขนมปังแล้วก็ชี้ไปที่ไส้หมูหยองแฮม อ้อ ผมว่าผมเริ่มเข้าใจแล้ว

“กัดได้แต่ขนมปังสินะ...”

เฮ้อ…




.




เราออกมาข้างนอกกันโดยผมจับเขาแต่งตัวให้เรียบร้อยมากขึ้น ตอนแรกเขาขัดขืนสุดชีวิตเลยเชียวล่ะ
เราก็เลยแก้ปัญหาโดยการให้เขาพันผ้าเช็ดหน้าไว้ก่อนแล้วผมค่อยไปจับเสริมเติมแต่งอีกที
คุณพีอยู่ในกระเป๋าเสื้อของผมและเรากำลังมุ่งหน้าไปที่ชายหาดกัน

ไม่ได้มานานมากๆ แล้ว ผมกะว่าจะมาที่นี่พอดีแต่ดันมาเกิดเรื่องเสียก่อนก็เลยเอาคุณพีมาด้วยกันซะเลย
เกิดเขาทำแก้วหล่นใส่ตัวเองขึ้นมาคงขำไม่ออกแน่

“หึๆ” ถึงจะบอกว่าขำไม่ออกก็เถอะ แต่ผมเผลอขำออกมาเพราะภาพที่คุณพีโดนแก้วล้มใส่มันตลกจริงๆ

อ่า ขอโทษนะครับคุณพี ผมไม่ได้ตั้งใจหรอกนะ… หรือเปล่า?

“ถึงแล้วครับ”

คุณพีดูตื่นเต้นกับทะเลมาก ผมวางเขาไว้ที่กล่องลังที่นำมาใช้ต่างโต๊ะแล้วก็นั่งลงบนเก้าอี้ เปิดกระเป๋าเอากีตาร์ออกมาเล่น
ผมเกากีตาร์ไปสักพัก ปรับนู้นปรับนี่ไปเรื่อย หันไปอีกทีก็เห็นว่าเขามองผมอยู่ เส้นผมสีน้ำตาลของเขาปลิวไปตามลมทะเล
บวกกับชุดสีขาวที่ทำจากผ้าเช็ดหน้าแบบนี้คุณพีดูเหมือนเทพเจ้ากรีกอะไรทำนองนั้นเลย

เขาเดินมาที่ขอบโต๊ะและทิ้งตัวนั่งหย่อนขาลง ทำมือบอกให้ผมเล่นต่อ ผมยิ้ม

“อยากฟังเพลงอะไรเป็นพิเศษไหมครับ” เขาส่ายหน้า ผมจึงเริ่มเกากีตาร์ต่อ ลมจากทะเลทำให้อากาศไม่อบอ้าวมากนัก
วันนี้แทบจะไม่มีคนมานั่งที่ชายหาดเลย อาจจะเป็นเพราะวันอาทิตย์เด็กนักเรียนคงอยากจะนั่งนอนเล่นอยู่ที่ห้องเตรียมตัวสำหรับวันพรุ่งนี้
บรรยากาศของที่นี่ทำให้ผมพอจะรู้สึกสงบขึ้นมาบ้าง ผมเกากีตาร์ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งคุณพีกระโดดลงมาที่พนักวางแขน

เขาเงยหน้ามองผมพร้อมกับรอยยิ้มที่อ่านไม่ออก

“อยากกลับแล้วหรอครับ”

เขาส่ายหน้า ตบลงที่ไหล่ตัวเองแล้วชี้มาที่ผม

“อยากนั่งบนไหล่ผมหรอ?” พอได้รับคำตอบว่าใช่ ผมก็จับเขามาวางไว้บนไหล่ ตัวเขาเล็กมากจนผมไม่กล้าทำแรง
จะว่าไปแล้ว… คุณพีจะกลับร่างยังไงล่ะ ไม่รู้สาเหตุเสียด้วย
เขาเองก็คงจะเครียดเหมือนกันเดาได้จากที่ผมลอบมองแล้วเขามักจะขมวดคิ้วทำหน้าครุ่นคิด

“ไม่ต้องกังวลนะครับ เดี๋ยวคุณก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม” ผมพูดโดยที่ยังไม่ละสายตาไปจากกีตาร์ตัวเก่ง
คุณพีนั่งลงบนไหล่ของผมและจับชายเสื้อไว้เป็นหลักยึด เราทั้งสองคนต่างจมลงสู่ห้วงความคิดของตัวเอง
เสียงน้ำกระทบฝั่งเหมือนเป็นคอรัสให้กับเสียงกีตาร์ หลายปีแล้วสินะที่เรียนอยู่ที่นี่ น่าเสียดายจังที่ไม่ค่อยมานั่งตากลมทะเลเลย
คราวหน้าคงต้องหาเวลามานั่งชิลบ่อยๆ เสียแล้วล่ะมั้ง

แอ๊ววว~~

เจ้าของเสียงนั่นกุมท้องตัวเองแน่นพลางก้มหน้างุด ผมคิดว่าพอเขาตัวเล็กจิ๋วแบบนี้แล้วทำอะไรก็ดูน่ารักไปหมดเลยจริงๆ นะ
มันเหมือนกับสิ่งที่เคยฝันเมื่อตอนเด็กกลายเป็นจริงเลย

“เรากลับกันเถอะครับ เริ่มเย็นแล้ว” ผมเก็บกีตาร์ใส่ในกระเป๋า กินข้าวครั้งล่าสุดก็ตั้งแต่เช้าเลยนี่นา
ผมเป็นคนไม่ค่อยชอบกินอาหารก็ลืมไปเสียสนิทเลยว่าวันนี้มีคนที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ คุณพีกลับเข้ามาอยู่ในกระเป๋าเสื้อผมเหมือนเดิม
เรากะว่าจะแวะกินข้าวเย็นเบาๆ ที่โรงอาหารก่อนกลับขึ้นห้อง ผมน่ะไม่ค่อยหิวหรอก แต่คุณพีน่ะสิ

แต่ก่อนจะถึงโรงอาหาร สายตาของผมก็บังเอิญสบเข้ากับใครบางคนเสียก่อน

“รัน!”

ประธานนักเรียนน่ะครับ ผมตบเบาๆ ที่กระเป๋าเสื้อเป็นนัยว่าให้คุณพีหลบและเจ้าตัวก็ดูจะเข้าใจเป็นอย่างดี ผมหันไปยิ้มให้คุณไทระเล็กน้อย

“สวัสดีครับ” ผมเอ่ยทัก เขายิ้มสดใสมาให้ผม ประธานน่ะเป็นคนที่มีพลังเหลือล้นจนผมแอบอิจฉานิดๆ คุณไทระวิ่งเหยาะๆ มาหาผม
ทั้งทีเจ้าตัวกำลังใส่เสื้อนักกีฬาบาสเกตบอล เด็กนักเรียนบางคนมองมาทางเราเพราะคุณไทระวิ่งแยกออกมา
เขาเหมือนเพิ่งนึกได้จึงหันไปตะโกนว่าให้เข้าไปในสเตเดียมก่อน จริงด้วย สนามมันอยู่ข้างโรงอาหารเลยนี่นา

“ไม่เจอกันนานเลย สบายดีไหม” เหงื่อเขายังไหลอยู่เลย คงร้อนมากแน่ๆ

“ครับ ผมสบายดี” ผมพยักหน้าตอบเขา รู้สึกได้ว่าในกระเป๋าขยับยุกยิกไม่รู้คุณพีกำลังทำอะไรอยู่

“ไปเล่นกีตาร์ที่ไหนมาหรอฮะ” เขาชี้มาที่กระเป๋ากีตาร์ข้างหลังผมและเช็ดเหงื่อไปพลาง

“ที่ชายหาดน่ะครับ” ผมขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อรู้สึกว่าในกระเป๋านิ่งไป หวังว่าคุณพีจะไม่เป็นไรนะ
ผมสบตากับคุณไทระ เขาผละมือออกจากกรอบหน้าและจ้องผมด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง

“รัน.. เป็นอะไรหรือเปล่าครับ” คงเพราะผมแสดงสีหน้าแปลกๆ ไปเขาถึงจับสังเกตได้ สัญชาตญาณของพวกเขาไม่ธรรมดาเลยจริงๆ
หมายถึง… คนที่พิการน่ะ พวกเขามีความสามารถในการสังเกตและจับความรู้สึกเล็กน้อยได้อย่างแม่นยำจนบางครั้งผมยังแปลกใจเลย

“เปล่า.. เปล่าครับ ผมแค่หิวน่ะ” ผมยิ้มกลบเกลื่อน

“อ่า ขอโทษนะที่รั้งไว้”

“ไม่หรอกครับ ไม่ได้คุยกันตั้งนาน คุณไทระเองก็อย่าปล่อยให้ร่างกายเย็นนะครับเดี๋ยวจะไม่สบาย”

“ฮ่าๆ ขอบคุณนะ”

เราคุยกันอีกเล็กน้อยก่อนที่คุณไทระจะวิ่งกลับเข้าสเตเดียมไปเพราะใกล้หมดเวลาพัก
ผมรีบก้มมองคุณพีในกระเป๋าก็เห็นว่าเขาหลับอยู่ แต่ไม่ว่าจะสะกิดยังไงเขาก็ไม่ตื่น

“คุณพี คุณพีครับ” ผมอุ้มเขาขึ้นมาไว้บนมือ ใช้นิ้วชี้เขี่ยเบาๆ ที่หน้าเขาแต่เขาก็ไม่ตื่น ขาดอากาศหายใจหรือเปล่า
ผมควรทำยังไงดีี ระหว่างที่ตัดสินใจจะเดินไปที่ห้องพยาบาลคุณพีก็ตื่นขึ้นเสียก่อน เขาเอื้อมมือจับนิ้วผมไว้แล้วส่ายหน้าไปมา
หน้าตาดูสลึมสลือแต่ก็ยังยิ้มให้ผม

“แต่...” เขาส่ายหน้าอีกครั้ง ผมจึงกลับมาที่ห้องทันทีโดยที่ไม่ได้ก้าวเข้าไปในโรงอาหารเลยแม้แต่นิดเดียว




.




ผมปล่อยให้รูมเมทนอนบนเตียงของตัวเอง เขาดูเหนื่อยล้าทั้งทีเราออกไปข้างนอกแค่แป๊บเดียว
ผมนั่งขัดสมาธิลงกับข้างเตียงและเริ่มคิดหนักว่าการที่เขาตัวหดลงแบบนี้จะมีผลกระทบอะไรต่อร่างกายของเขาหรือเปล่า
ถึงผมจะไม่ค่อยเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติแต่สิ่งตรงหน้ามันขัดกับทฤษฏีและคำพูดของนักปรัชญาโดยสิ้นเชิง

ผมหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาเสิร์จหาข้อมูล แต่สิ่งที่ได้กลับเป็นเรื่องสั้นของนวนิยายไม่ก็สิ่งที่ถามกันเล่นๆ ผมกุมขมับอย่างหมดหนทาง ไม่รู้จะทำยังไงดี
ถึงแม้คุณพีจะดูเหมือนนอนหลับแต่ใครจะรู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นในร่างกายของเขาบ้าง

EAT ME

เด็กสาวหยิบก้อนขนมปังที่สลักตัวอักษรขึ้นกินโดยไม่ลังเล ฉับพลันร่างกายขยับขยายราวกับยักษ์ ศีรษะชนกับเพดาน
เสื้อผ้าของเธอคับจนแทบฉีกขาด เธอรู้สึกฉงนก่อนจะร้องไห้จนน้ำตาไหลท่วมห้องกลายเป็นทะเล


สายตาของผมสะดุดเข้ากับเรื่องย่อที่เลื่อนผ่าน อลิซ… อลิซในวันเดอร์แลนด์ ใช่ ไม่ผิดแน่
เธอตัวใหญ่ขึ้นเพราะกินขนมปังที่เขียนว่า EAT ME และตัวหดเล็กลงเพราะดื่มน้ำที่ติดกระดาษว่า DRINK ME

ผมละสายตาจากหน้าจอโทรศัพท์ หันมองคุณพีที่กำลังหลับอยู่บนเตียง

“เอาวะ ลองสักหน่อยคงไม่เสียหาย”

ผมแปลงเป็นพ่อครัว(?)จำเป็นหลังจากลงไปซื้ออุปกรณ์สำหรับขนมปังขยายร่างให้คุณพี อืม จะว่าเป็นพ่อครัวคงไม่ถูก
เพราะผมกำลังนั่งแกะสลักขนมปังอยู่บนโต๊ะญี่ปุ่นในห้องนั่งเล่นเท่านั้นเอง

คุณพีตื่นแล้ว ร่างจิ๋วๆ ของเขานั่งอยู่บนขอบโซฟาและมองผมอย่างสงสัย

“ผมไม่รู้ว่ามันจะได้ผลไหม แค่ลองดูน่ะครับ” เขาหมวดคิ้ว ทำหน้าตาแบบไม่เข้าใจสุดๆ

Image:

“คุณเคยดูเรื่องอลิซในวันเดอร์แลนด์ไหม”

“...” พยักหน้า

“อลิซกินขนมปังเพื่อให้ร่างขยายขึ้น ผมเลยจะลองทำเลียนแบบดูครับ”

คุณพีเบิกตาโตขึ้นและทุบกำปั้นลงกับฝ่ามือ นั่นแหละคืิอสิ่งที่ผมจะทำ
ผมซื้อขนมปังง่ายๆ มาจากร้านเบเกอรี่ของโรงเรียนและตอนนี้ก็พยายามใช้มีดแกะตัวอักษรออกมาให้สวยงามที่สุด

เสร็จแล้ว

“นี่ครับ”

ผมยื่นขนมปังไปใกล้เขา คุณพีใช้มือทั้งสองข้างจับขนมปังเอาไว้และกัดเข้าไปเต็มคำ

1…

2…

3…

4…

เนิ่นนานหลายนาทีแต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น คุณพีกลืนมันลงไปหมดแล้ว น้ำตาเริ่มเอ่อขึ้นมาเมื่อเขารู้ว่ามันไม่ได้ผล
เขากัดขนมปังเข้าไปอีกหลายคำจนน้ำตาไหลลงอาบแก้ม ผมดึงขนมปังออกจากเขา

“... พอเถอะครับ” แก้มของเขาพองขึ้นจากการอมขนมปัง น้ำตาไหลลงมาเยอะจนน่าสงสาร
เขาคงกำลังกลัวว่าจะไม่สามารถกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ ผมยิ้ม เอื้อมนิ้วชี้ไปปัดผมที่ปรกหน้าปรกตาออกให้

“ไม่เป็นไร ไม่ต้องกังวลนะครับ เดี๋ยวทุกอย่างจะเหมือนเดิม” เขามองผม ผมรู้ว่าที่พูดออกไปมันเหมือนโกหก
แต่ผมเชื่อว่าถ้าร่างกายเล็กลงเอง ก็ต้องกลับมาขยายได้เอง

เพราะเราไม่ได้กินอาหารเย็นขนมปังก้อนนี้จึงถือเป็นทางเลือกที่ดี ผมทาแยมให้เขานิดหน่อยเพื่อเพิ่มรสชาติ
ส่วนผมก็กินขนมปังที่เหลือเพราะยังไงเขาก็กินมันไม่หมดอยู่แล้ว

“ทางเลือกสุดท้ายของเรา คือเที่ยงคืน” ผมบอกกับเขาหลังจากที่กินขนมปังเรียบร้อย คุณพีจ้องมาที่ผม ขยับปากถามว่าผมหมายถึงอะไร

“เที่ยงคืนนี้จะเป็นวันใหม่ ผมคิดว่าตอนนั้นร่างกายคุณน่าจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม”

ตาของเข้าส่องประกายอย่างมีความหวัง ถ้าเขามีหูก็คงจะเห็นว่ามันตั้งขึ้นพร้อมกับหางที่สั่นไปมาเพราะความตื่นเต้น
เราฆ่าเวลาด้วยการดูหนัง ผมหยิบโน๊ตบุ๊กจากกระเป๋านักเรียน เข้าเน็ตฟลิกซ์และหาหนังดีๆ สักเรื่องให้เขาดู
หลังจากหนังดำเนินไปได้ครึ่งเรื่องผมรู้สึกว่ามันคงจะหันเหความสนใจของรูมเมทได้ก็ตัดสินใจขอตัวไปอาบน้ำ

ยังเหลือเวลาอีกมากโขก่อนจะถึงเที่ยงคืน ระหว่างนั้นผมกะว่าจะไม่หลับเพื่อดูปฏิกริยาอะไรก็ตามที่อาจเกิดขึ้นกับคุณพี

“คุณหลับก็ได้ ผมจะดูคุณเอง” หลังจากที่ดูหนังเสร็จเวลาก็ล่วงเลยจนถึงสี่ทุ่ม เขายู่หน้าใส่ผม
ดวงตาฉ่ำปรือเพราะความง่วงแต่ก็ไม่ยอมนอน จากที่เป็นรูมเมทกันมาหลายปีผมรู้ว่าเขาชอบการนอนมากๆ และเวลานี้ก็เป็นเวลาของเขาแล้วด้วย

“ถึงเวลาแล้วผมจะปลุกนะ” เขาส่ายหน้าจนเส้นผมสะบัดไปมา ทำหน้าตางอแงเหมือนเด็กไม่ได้ของเล่น
ตอนนี้เราเข้ามาในห้องนอนแล้ว ผมพาเขามาเองแหละ ก็เขาหาวจนปากจะฉีกถึงหูอยู่แล้วนี่

“เฮ้อ งั้นมาอ่านหนังสือกับผมไหมครับ” ผมชูหนังสือที่อ่านค้างไว้ให้เขาดู
เขาเหมือนจะลังเลอยู่เล็กน้อยเพราะมันเป็นเวอร์ชันภาษาอังกฤษแต่สุดท้ายก็พยักหน้า

ผมขึ้นเตียงห่มผ้าให้เรียบร้อยก่อนจะตบปุๆ บนหน้าขา

“งั้นก็เชิญ” เขาทำหน้าตาเหรอรา ชี้ไม้ชี้มือมาที่ตักผมอีกครั้ง

“ก็ต้องนั่งตรงนี้แหละครับ ไม่งั้นจะอ่านด้วยกันได้ยังไง”

เขาส่ายหน้า

“นี่ไง ผมทำที่นั่งให้คุณแล้ว” ผมพูดพร้อมกับม้วนผ้าห่มเป็นก้อนให้เขาสามารถนั่งได้แล้วก็ห่มได้ด้วย
เขาครุ่นคิดสักพักแต่ก็ยอมเดินมานั่งตามที่ผมบอก คุณพีจัดท่าทางห่มแข้งห่มขาให้เรียบร้อย ให้ตายสิ มันเหมือนฝันจริงๆ นะ
ที่มีคนตัวจิ๋วแบบนี้มาอยู่ด้วย อะไรๆ ก็ดูเล็กไปหมดแม้แต่การขยับของผ้าห่ม

“งั้นจะเริ่มอ่านแล้วนะครับ ถึงบทที่ห้าแล้วอาจจะงงนิดหน่อยนะ” ผมหยิบแว่นสายตามาสวม ความจริงแล้วผมสายตาสั้นนิดหน่อย
แต่มันไม่ได้กระทบกับชีวิตประจำวันมากนักเลยไม่ได้ใช้ตลอดเวลา ผมกางหนังสือออกถึงบทที่อ่านค้างไว้ ไล่สายตาตามตัวอักษรและดำดิ่งเข้าสู่จินตนาการ

23:45 น.

ผมปิดหนังสือลงเมื่อเริ่มรู้สึกล้า ถอดแว่นออกและนวดหัวตาเล็กน้อย คุณพีหลับไปแล้วล่ะครับ หลับไปตั้งแต่ผมอ่านหน้าแรกไม่ทันจบเลยด้วยซ้ำ

ผมค่อยๆ ประคองเขาลงจากบังลังก์ผ้าห่มแล้วเอามาวางข้างตัวแทน พูดตามตรงตอนนี้ผมเองก็ง่วงมากจนสติแทบไม่อยู่กับตัวแล้ว
แต่อีกแค่ 15 นาทีก็จะเที่ยงคืน เพราะงั้นผมจะทนต่ออีกสักหน่อยก็แล้วกัน

ผมปรับหมอนและกระเถิบลง ท้าวแขนมองร่างจิ๋วๆ ที่เริ่มรู้สึกคุ้นชิน มองหน้าอกที่ขยับขึ้นลงก็แอบรู้สึกอิจฉานิดๆ ที่เขาเป็นคนหลับง่าย
ผมน่ะบางทีถึงกับต้องพึ่งยานอนหลับเพราะไม่สามารถหลับได้เองเหมือนเขา หรือไม่สาเหตุก็มาจากฝันร้าย แต่บางครั้งผมก็แค่ไม่ง่วง

23:55

แอบรู้สึกผิดเหมือนกันที่เขาต้องมาเป็นรูมเมทกับผม บางครั้งผมก็ทำหน้าตาเฉยชาไม่พูดไม่ตอบเพราะผมไม่สามารถควบคุมได้
ถึงจะเป็นแบบนั้นแต่คุณพีก็ไม่ถือสาแถมยังให้กำลังใจผมอีก

23:58

เพราะงั้นครั้งนี้ที่เขารู้สึกกังวลผมก็จะพยายามช่วยเขาอย่างเต็มที่ ถึงแม้จะไม่มากก็เถอะ เขาเองก็ช่วยผมมาเยอะ
ทั้งช่วยเตือนเรื่องกินยาหรือช่วยดูแลในเรื่องที่ผมไม่สามารถทำได้

00:00

ถ้าเขากลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ก็คงจะดีนะ

“อรุณสวัสดิ์ครับ”

ผมยิ้มให้กับคนตรงหน้า เขาเองก็ค่อยๆ แย้มยิ้มตอบผมและขยับปากพูดกลับมาว่า ‘อรุณสวัสดิ์’





คำภาวนาของผมกลายเป็นจริงแล้ว




-END-

รางวัลสำหรับคู่ที่ทำภารกิจได้ยอดเยี่ยมมาก 80% - 90%

  ULTRA SQUARE STAMP
ตราประทับระดับสูงในหมวดภารกิจรูมเมทและภารกิจพิเศษ มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมเพชรสีชมพูผสมทองคำแท้ มีมูลค่า +100 Grade Exp. จะได้รับเมื่อปฎิบัติภารกิจอย่างยอดเยี่ยมเป็นที่น่าตื่นตาตื่นใจแก่ผู้อำนวยการโรงเรียน


  กล่องแห่งความขยัน
กล่องของขวัญที่ทางโรงเรียนมอบให้กับผู้ส่งภารกิจหลักเป็นคนแรก เมื่อเปิดกล่องแล้วสามารถเลือกรับสกิลบัฟจำนวน 1 สกิลได้ดังนี้...



หรือสามารถใช้ STAR PIECE จำนวน 20 ชิ้นแลกการใช้งานสกิลบัฟ 1 สกิลจาก...



อ่านข้อมูลสกิลบัฟได้ที่ "คลิ๊กที่นี่"

avatar
INFO.Rin Sukho
นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 4
Star Piece178
CHIPS+9 M 382 K 322



PASSPORT
[ VISA ]:

[ Grade Exp. ]:
1730/2000  (1730/2000)
[ EVENT ]:
+0 WATER BUCKET
ดูข้อมูลส่วนตัว

Re: ROOMMATE 11 : 10 CM

on Thu 29 Mar 2018, 14:22
เช้าวันอาทิตย์ที่แสนสงบสุขซึ่งเป็นวันพักผ่อนควรจะเป็นวันสบายๆ ทั่วๆ ไปเหมือนกับทุกครั้งที่ผ่านมาแต่ครั้งนี้นั้นกลับแปลกออกไป...

ฮิโซกะตื่นขึ้นมาในเวลาไม่เช้ามากนักเนื่องจากวันนี้เป็นวันหยุด เธอลุกขึ้นนั่งบนเตียงกวาดสายตาไปรอบๆ และไปหยุดที่เตียงของรูมเมทที่ปรกติแล้วจะเห็นหญิงสาวผมสั้นนอนอยู่

เอ๊ะ! รินจังหายไปไหนกันนะ ทำไมไม่อยู่ที่เตียงล่ะ แล้วฉันจึงหยิบแว่นที่หัวเตียงมาใส่

มีอะไรแปลกๆ อยู่บนเตียงของรินจัง? ฉันเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ฉันตกใจนิดๆ กับภาพที่เห็นตรงหน้า รินจังไม่ได้หายไปไหน แต่กลับตัวหดเหลือเพียง 10 ซม.เท่านั้น!!! จากท่าทางที่เหมือนกับว่ายังคงเดินทางในความฝันเจ้าตัวน่าจะยังไม่รู้ตัวว่าตัวเองตัวหดเล็กลง

ฉันรวบรวมสติ ปลุกรินจังที่กำลังนอนหลับใหลอยู่ให้ตื่น

“รินจัง รินจัง” ไม่นานนักหญิงสาวก็ลืมตาตื่นขึ้นมา แล้วก็ต้องตกใจกับสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า

นี่รินยังอยู่ในความฝันใช่มั้ย ทำไมมีไททันมาอยู่หน้าเตียงรินได้ แล้วเธอก็เอาหน้าฟุบลงไปกับหมอนอีกรอบ เพื่อที่จะนอนแล้วก็ตื่นจากความฝัน

“รินจัง เดี๋ยวสิรินจัง” ฉันก็ยังคงเรียกต่อไป แถมเอานิ้วไปเขี่ย

ด้านรินก็รู้สึกจั๊กจี้เลยลืมตาขึ้นมาอีกรอบ ก็ยังคงพบว่าสิ่งที่เห็นยังคงเหมือนเดิม แต่เมื่อกวาดสายตาไปรอบห้องแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างในมุมมองของเธอดูเหมือนว่ามันใหญ่ขึ้นราวกับเธออยู่เมืองยักษ์ในเรื่องแจ็คผู้ฆ่ายักษ์เสียอย่างงั้น แต่เมื่อเธอมองดีๆ ก็พบว่าสิ่งที่เธอคิดว่าคือไททันในตอนแรกคือฮิโซกะรูมเมทของเธอนั่นเอง

รินทำท่าทางเอื้อมมือไปที่โต๊ะข้างเตียงเพื่อว่าจะหยิบไอแพดมาใช้ในการสื่อสาร แต่ดูเหมือนลึกๆ ในใจเธอจะเอามาเพื่อป้องกันตัวซะมากกว่า

ไอแพด? ใหญ่?

รินรวบรวมสติแล้วมองไปที่ไอแพด สลับกับมองไปที่ฮิโซกะ

“ทะ...ทำไมฮิถึงตัวใหญ่แบบนั้นหน่ะ” รินใช้ภาษามือแทนไอแพด เนื่องจากตอนนี้มันมีขนาดใหญ่กว่าตัวเธอทั้งตัวซะแล้ว และในเวลานี้มีเพียงภาษามือเท่านั้นที่พอจะใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารได้

“ฮิไม่ได้ตัวใหญ่ขึ้นนะ รินจังนั่นแหละตัวเล็กลง” ฉันอธิบายรินจัง ที่ตอนนี้เหมือนกำลังจะเป็นลมล้มพบลงไปหลับอีกรอบ

“จะ..จริงด้วย แล้วรินจะทำไงดี” รินหันมามองดูที่ตัวเองด้วย และทั้งคู่จึงได้นั่งคิดนอนคิดตีลังกาคิดว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี

“เอางี้มั้ยรินจัง ลองหาเรื่องสนุกๆ ทำด้วยตัวแค่นี้ก่อน แล้วเดี๋ยวฮิจะช่วยหาวิธีกลับมาเป็นเหมือนเดิม” ฉันเสนอไป

“ก็ดีนะ แต่พวกเราจะทำอะไรกันล่ะคะ” รินจังสบตาฉันรอคำตอบ (ต่อไปนี้ในช่องคำพูดริน จะแทนว่ารินใช้ภาษามือในการสื่อสาร)

ปิ๊ง! เหมือนมีหลอดไฟสว่างปรากฏขึ้นบนหัวฉันเอง

“แอบไปแกล้ง ผอ. ในห้องกัน!” ฉันยิ้ม

“ดะ..เดี๋ยวนะฮิ เอาจริงหรอ” รินจังมีสีหน้ากังวล

“จริงจ้ะ! เดี๋ยวรินจังแอบอยู่ในห้องให้ ผอ.ตกใจเล่นนะ ส่วนฉันอยู่ข้างหน้าห้อง แล้วทีนี้รินจังก็ แฮ่!” ฉันอธิบายขั้นตอนการแกล้ง ผอ. เป็นสเต็ปๆ ค่าเทอมแพงนักใช่มั้ย หึหึ
ฮิน่ากลัวไปแล้ว.... รินคิดในใจ


ณ ห้อง ผอ.
แสงสว่างลอดออกมาจากประตูบานใหญ่บานหนึ่งที่ถูกเปิดแง้มไว้เล็กน้อย ฮิโซกะพารินที่ตอนนี้ตัวหดเหลือ 10 ซม. เข้าไปแอบบริเวณโต๊ะทำงานที่มีกองหนังสือวางอยู่ แล้วตัวเธอเองก็ไปแอบดูอยู่ประตูห้องถัดไปข้างห้อง ผอ.

       ไม่นานนักก็มีเสียงคนคุยกันและเสียงฝีเท้าค่อยๆ ดังขึ้นมาตามทางเดิน ปรากฏให้เห็นร่าง ผอ. หนุ่มและกลุ่มเด็กสาวสองสามคนเดินเข้ามาในห้อง

“ ผอ. คะพวกหนูอบขนมกันแต่เช้า เลยเอามาให้ผอ.ลองชิมดูค่ะ” เสียงเจื้อยแจ้วของเด็กสาวกลุ่มนั้นดังขึ้นภายในห้อง

“อื้ม! อร่อยดีครับ อร่อยเหมือนผมเลย อยากชิมมั้ยล่ะ” ผอ. หนุ่มที่บัดนี้นั่งอยู่ตรงเก้าอี้หลังโต๊ะตัวใหญ่ โดยไม่ทันได้สังเกตว่ามีนักเรียนของเขาที่ตัวหดแอบอยู่หลังกองหนังสือบนโต๊ะ เอ่ยด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ พร้อมเอามือเสยผมแบบที่พระเอกในหนังชอบทำ แล้วจึงหัวเราะเล็กน้อย

“5555555 ไม่เป็นไรดีกว่าค่ะ พวกหนูขอเป็นงบให้กับชมรมดีกว่า” เด็กหญิงหนึ่งในนั้นตอบกลับ

“มาเป็นเด็กในฮาเร็มผมสิครับ เดี๋ยวผมให้งบพิเศษกับชมรม” ผอ. หนุ่มแสยะยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ ที่คิดว่าสามารถโปรยเสน่ห์ให้กับเด็กสาวได้

“ฮาเร็ม ผอ. มีเยอะแล้วค่ะ พวกหนูเกรงใจ พวกเราขอตัวไปก่อนนะคะ แหะๆ” กลุ่มเด็กสาวพนมมือไหว้ผอ.หนุ่มแล้วจึงพากันเดินออกไปทางประตูบานใหญ่

หลังจากที่เด็กสาวกลุ่มนั้นเดินออกจากห้องนี้ไปไม่นาน ปฏิบัติการแกล้ง ผอ. จึงเริ่มขึ้น..

แฮ่!  รินกระโดดออกมาจากกองหนังสือมายืนอยู่หน้า ผอ. พอ

  “เฮือกกกกกกกก” ผอ. สะดุ้งโหยง ล้มหงายหลังไปกับเก้าอี้ แล้วจึงลุกขึ้นมาด้วยสภาพผมที่กระเซอะกระเซิง

“ด...เดี๋ยวนะครับ นั่นรินใช่มั้ย ทำไมตัวคุณเหลือแค่นี้ล่ะ” ผอ. ทำหน้าตกใจ

“ฮิฮิฮิ” ฉันเดินเข้ามาสบทบกับรินในห้อง ผอ. เพราะได้ยินเสียตกใจของ ผอ. พร้อมกับหัวเราะ

“รินก็ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ” รินจังที่บัดนี้ก็แอบอมยิ้มหัวเราะตอบ ผอ. กลับไป

“ผอ. พอจะรู้วิธีแก้มั้ยคะ” ฉันถาม

“เคสนี้ผมก็ไม่เคยเจอ งั้นเดี๋ยวผมจะหาทางช่วยละกัน” ผอ.ทำหน้าครุ่นคิด

ฉันจึงพารินจังออกมาจากห้อง ผอ. แล้วตรงไปโรงอาหารเพื่อหาอะไรกินแทน แต่ดูเหมือนว่าตัวแค่นี้จะกินอะไรได้ไม่เยอะ ฉันก็เลยซื้อถั่วมาให้กิน น่าจะกินง่ายแหละเนอะ?

Spoiler:

“เอ๊ะ! รินจังดูนั่นสิ” ฉันเรียกให้รินจังดูอะไรบางอย่างสีเขียวๆ ที่กำลังกระดึ๊บอยู่บนโต๊ะ

“อะไรหรอคะ” พอรินพูดจบ ก็หันขวับ จึงพบกับหนอนชาเขียวที่เธอชอบตอนเธอตัวปกติ

“หว๋าาาาาาาาาาาาาาาา” รินจังกระโดดโหยง และสับขาวิ่งมาหาฉันยังเร็วไว

“อ้าว รินจังชอบหนอนชาเขียวไม่ใช่หรอ” ฉันถามด้วยความสงสัย

“ตอนตัวปกติก็ชอบแหละค่ะ แต่พอตัวรินหดแค่นี้ มันดูไม่ต่างกับงูเลย” รินจังยังคงมีสีหน้าหวาดกลัว เธอจึงโดดขึ้นไหล่ฉัน หลังจากนั้นฉันก็หิ้ว เอ๊ย! อุ้มรินจังกลับหอพักเพราะอากาศข้างนอกร้อนมาก และกลัวว่าเธอจะเป็นอันตราย เมื่อกลับไปถึงฉันจึงหาวิธีให้เธอกลับไปขนาดเท่าเดิมโดยค้นจากออินเตอร์เน็ต แต่หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ ผ่านไปจนถึงค่ำรินจังก็คงตัวเล็กเท่าเดิม ไม่มีทีท่าว่าจะกลับเป็นเหมือนเดิมแต่อย่างใด

กริ๊งๆ เสียงโทรศัพท์ของฉันดังขึ้น หน้าจอปรากฏชื่อของ ผอ.อยู่บนนั้น

“ฮัลโหลวคะ ผอ. มีวิธีช่วยรินจังแล้วใช่มั้ยคะ” ฉันรับสายด้วยความหวังว่าผอ.น่าจะได้วิธีช่วยรินจังแล้ว

“คือ ฮิครับ ผมมีข่าวร้ายจะบอก ผมหาวิธีช่วยรินไม่ได้เหมือนกัน ผมเกรงว่าต้องให้รินอยู่แบบนี้ไปก่อน”

“อะ...อะไรนะคะ” ฉันทรุดลงกับเตียง แล้วหันไปมองรินจังที่จ้องมาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวัง

“ครับ เราต้องอยู่แบบนี้ต่อไป จนกว่าจะหาวิธีได้ หรือไม่รินกลับขนาดเท่าเดิมเอง”

“ค่ะ เข้าใจแล้วค่ะ ขอบคุณมากๆนะคะ” ฉันพูดจบ ผอ.ก็วางสายไป

“รินจัง คือ.... ผอ. ก็หาวิธีไม่ได้เหมือนกันหน่ะ พวกเราต้องอยู่แบบนี้กันไปก่อน” ฉันค่อยๆ พูด พอๆ กับสายตาที่เต็มไปด้วยความหวังนั้นค่อยๆหายไป

“ก็ช่วยไม่ได้นะคะ ไม่เป็นไรค่ะ ทุกคนพยายามช่วยรินอย่างเต็มที่แล้ว” รินตอบฉันแล้วยิ้มบางๆให้ด้วยสายตาเศร้าๆ

“เอางี้นะรินจัง ฉันจะสร้างบ้านตุ๊กตากับเย็บเสื้อผ้าขนาดตุ๊กตาใหม่ให้รินจังอยู่ไปพลางๆ ก่อน ถือซะว่าตัวเองเล่นเป็นตุ๊กตาเหมือนตอนเด็กๆ ละกันเนอะ”

“ขอบคุณค่ะ ทำเท่าที่ทำได้ก่อนแหละเนอะ รินเข้าใจค่ะ” เธอยิ้มให้ฉัน

ฉันจึงสร้างบ้านตุ๊กตาขนาดสองชั้น ให้รินจังใช้อยู่อาศัยในห้อง เย็บเสื้อผ้าเป็นไซส์มินิขนาดเท่าตุ๊กตา หาหนังสือขนาดเล็กให้อ่าน หิ้วรินจังไปเรียน และทำอาหารจิ๋วให้เธอกินจนกว่าเธอจะกลับมาขนาดเท่าเดิม

“ต้องมีสักวันแหละเนอะ แต่ตอนนี้เราต้องใช้ชีวิตต่อไปก่อน” ฉันยิ้มพลางมองรินจังที่ตอนนี้กำลังนอนหลับอยู่บนเตียงในบ้านตุ๊กตาที่ฉันสร้างให้




รางวัลสำหรับคู่ที่ทำภารกิจได้ปานกลาง 65% - 80%

  GREAT SQUARE STAMP
ตราประทับระดับกลางในหมวดภารกิจรูมเมทและภารกิจพิเศษ มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมแซฟไฟร์ มีมูลค่า +75 Grade Exp. จะได้รับเมื่อปฎิบัติภารกิจได้อย่างดีเป็นที่น่าชื่นชมแก่ผู้อำนวยการโรงเรียน

avatar
INFO.Desmond Henry Ashton
นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 2
-2% Grade Exp.

Star Piece208
CHIPS+1 M 695 K

เพิ่มค่า Credit ทดแทนการสูญเสียจากการขาดภารกิจจำนวน 1 ครั้ง

PASSPORT
[ VISA ]:

[ Grade Exp. ]:
150/760  (150/760)
[ EVENT ]:
+0 WATER BUCKET
ดูข้อมูลส่วนตัว

Re: ROOMMATE 11 : 10 CM

on Sat 31 Mar 2018, 22:15
ส่งภารกิจของดีและวีครับ!
คหสต.แนะนำให้อ่านออกเสียงไปด้วยเพื่ออรรถรส(?)

ครั้งนั้นที่วีตัวหดเหลือ10เซน.:





กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว

มีเด็กชายวัย13ปีสองคนเป็นรูมเมทกัน เด็กชายคนแรกมีผมสีบลอนด์เข้ม ตาสีอำพัน มีชื่อว่า เดสมอนด์ หรือ “ดี” ส่วนเด็กชายอีกคนนั้น มีผมสีน้ำตาลเข้มและนัยตาสีเดียวกัน ตั้งแต่ใหล่ซ้ายของเขาลงมานั้นว่างเปล่าจากอุบัติเหตุสมัยเด็ก ชื่อว่า ธีรภัทร หรือ “วี”

วันนี้เป็นวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันหยุด เด็กชายทั้งสองจึงไม่ได้ตั้งนาฬิกาปลุกกัน คนที่ตื่นมาเป็นคนแรกอย่างงัวเงียคือดี ซึ่งหยิบนาฬิกาข้างหมอนมาดูเห็นเวลาสิบโมงกว่าๆ จึงคิดว่าจะปลุกเพื่อนและชวนกันไปหาอะไรกิน เด็กชายบิดขี้เกียจ ลุกขึ้นเดินไปยังเตียงของเพื่อนที่อยู่อีกด้านของห้อง และพบกับเตียงที่ว่างเปล่า

ดีขมวดคิ้วอย่างงุนงง เด็กชายหันไปทางห้องน้ำ ซึ่งก็ว่างเปล่า จึงเดินไปเลิกผ้าห่มบนเตียงของเพื่อนขึ้นดู

นั่นไง วีก็นอนอยู่ ชุดเดียวกับที่ใส่เข้านอนเมื่อคืน

แต่ในขนาดตัวราวๆ10เซนติเมตร

"ว วีครับ! ตื่นเร็วเข้า!" ดีส่งเสียงปลุกเพื่อนด้วยความตื่นตระหนก เด็กชายไม่กล้ายื่นมือไปเขย่าเพราะกลัวว่าอาจจะทำให้เพื่อนบาดเจ็บเข้า หรือทำให้สถานการณ์แย่กว่าเดิม

ทางด้านของเด็กชายอีกคนที่ชื่อวีนั้น ก็ลืมตาขึ้นช้าๆอย่างงัวเงีย ก่อนจะร้อง "เหวอออออ!" ออกมาอย่างตกใจ ตามด้วย "อ๊ากกก!;///;"

เด็กชายอีกคนก็ตกใจตาม ทั้งคู่ส่งเสียงร้องแทบจะประสานเสียงกัน ในขณะที่คนตัวหดกระเด้งตัวข้ึนยืนเต็มความสูงกระจิดริด ส่วนอีกคนดันมุดหลบไปใต้เตียง

วีมองมือข้างเดียวของตัวเอง ก่อนจะมองไปรอบห้องด้วยความรู้สึกแปลกใหม่(?)
"ทะทำไงดีครับ..;0;เเล้วดีจำผมได้ใช่มั้ย.."

ดีค่อยๆโผล่หัวขึ้นมาจากที่มุดหลบอยู่อย่างช้าๆ ใบหน้าที่ขาวอย่างคนตะวันตกยิ่งซีดเผือดอย่างที่ไม่รู้ว่าจะบรรยายเป็นม่วงหรือฟ้า เด็กชายพยักหน้าหงึกๆตอบเพื่อน ตอบด้วยเสียงสั่นเทา "ว ว วีเป็นอะไรไหมครับ? ว่าแต่ว่าเกิดอะไรขึ้น!?"

"ผมไม่เเน่ใจครับ..." วีตอบ ริบฝีปากสั่นนิดๆ สีหน้าเหมือนจะร้องให้ เด็กทั้งสองต่างทำอะไรไม่ถูก ได้แต่มองหน้ากันไปกันมาขณะที่วีพยายามรื้อค้นความทรงจำของตัวเอง

"ผมว่าผมนึกออกนะครับ.." วีพูดขึ้นมาในที่สุด "เมื่อวาน..มีรุ่นพี่ผู้หญิงคนหนึ่งมาเเจกลูกอมครับ..ตอนเเรกผมก็เเปลกใจที่อยู่ๆมีคนมาเเจกให้..เเต่ผมก็ไม่ได้คิดอะไรเลยรับมาเพราะความเกรงใจ..เเล้วก็กินไปเเล้วครับToT ผมว่าต้องใช่เเน่ๆ" เด็กชายแอบรู้สึกเจ็บใจที่ตอนนั้นไม่ทันได้สงสัยอะไร "เเล้วดีได้รับลูกอมจากรุ่นพี่บ้างมั้ยครับ..ผมจำสีเนคไทพี่คนนั้นไม่ได้เลยไม่รู้ว่าอยู่ชั้นอะไร.."

"เมื่อวาน..." คนที่ถูกถามลากเสียง ก่อนจะส่งเสียงที่ไม่มีความหมายออกมา แล้วก็ตะเกียกตะกายจากที่มุดอยู่กลับไปที่เตียงของตัวเอง ไม่นานก็กลับมาพร้อมกับสมุดจดเล่มเล็กในมือ ซึ่งก็ถูกพลิกเปิดดูโดยทันที "เป็นรุ่นพี่ผู้หญิงใช่ไหมครับ พอจำได้ไหมว่าผมสีอะไร หรือมีจุดเด่นยังไงบ้าง บางทีผมอาจจะเคยเจอแล้วเขียนไว้ก็ได้!"
พอได้ยินเช่นนั้น วีก็รีบตอบในทันที "เท่าที่ผมจำได้นะครับ..น่าจะผมดำสนิท..พี่เขาเป็นคนสวยพอตัวนะครับ..ผมยาวประมาณครึ่งหลัง...ตาสีออกเทาๆนิดๆ เเละ..ก็..ผมจำไม่ได้ครับเลยครับ..;0;" ในขณะเดียวกันที่เด็กชายพูดอยู่ และกำลังคิดว่าจะตบหน้าตัวเองสักทีดีมั้ยนั้น คนเป็นเพื่อนก็รีบพลิกสมุดไปไม่ให้เสียเวลา ติดตรงที่ว่า ตัวเองก็ไม่เคยจดสีตาของใครเอาไว้ เพราะว่ามองไม่ออก "ที่ใกล้เคียงกับที่อธิบายมาที่สุด รุ่นพี่ผู้หญิงผมยาวดำก็จะมี... คุณเซย์?" ดีเอ่ยขึ้นมา แต่วีก็ส่ายหน้าเพราะจำได้ว่าไม่ใช่คนในชื่อ แต่เป็นคนที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน

"อะเอา..ยังไงต่อดีครับ?" เด็กทั้งสองเริ่มปรึกษาวิธีการแก้ไขปัญหา สุดท้ายทั้งคู่ก็ตกลงเห็นพ้องกันที่ว่า จะลองไปถามรุ่นพี่ไทระซึ่งเป็นประธานนักเรียนดู เพราะเขาน่าจะรู้จักนักเรียนคนอื่นๆหลายคน พอตัดสินใจได้แล้ว ท้องของวีก็ส่งเสียงร้องโครกครากออกมาพอดิบพอดี หลังเข้าห้องน้ำจัดการธุระส่วนตัวเสร็จ วีนั่งเกาะปกเสื้ออยู่บนใหล่ของดี ถึงจะไม่ค่อยสะดวกนัก แต่ก็พอไปกันได้ เด็กทั้งสองจึงเริ่มออกเดินทางไปหาอะไรกิน!


ไม่นานหลังเดินออกมาจากห้อง ทั้งสองก็รู้สึกได้ถึงความผิดปรกติ

"เอ่อ.. โรงเรียนมัน... สีสันสดใสผิดปรกติรึเปล่านะครับ? มีเห็ดยักษ์ด้วย? ไหนจะดอกไม้ปะหลาดๆอีก.." ดีเอ่ยขึ้นอย่างปะหลาดใจ ดวงตากลมโต ทางเพื่อนเองก็ตอบรับอย่างเห็นด้วย แต่ดูตื่นเต้นยิ่งกว่า อาจจะเพราะว่าทุกอย่างใหญ่โตไปหมด- หมายถึง ตัวเขาเล็กลงกว่าปรกติ

ระหว่างทางที่ทั้งคู่เดินไปหาซื้ออะไรกิน นอกจากจะผ่านตึกต่างๆที่มีสีสันสดใส บ้างก็มีหลังคาเป็นทรงเห็ดยักษ์ ดอกไม้ปะหลาดมากมายนานาพรรณ์ ก็ยังเจอนกสีน้ำเงินปะหลาดตา เถาไม้เลื้อย นักเรียนคนอื่นๆที่แต่งตัวแปลกๆ ทุกอย่างปะหลาดไปหมดจนเด็กๆเริ่มสงสัยแล้วว่า ของกินมันจะยังกินได้อยู่รึเปล่า ก่อนจะโล่งใจว่า ก็มีร้านที่ขายขนมปังที่หน้าตาปรกติอยู่ ดีจึงรีบซื้อมาสองก้อน กับน้ำอีกขวดหนึ่ง แล้วก็เดินไปทาง ...โต๊ะ? เพื่อนั่งทานอาหาร เด็กชายช่วยเพื่อนปีนลงจากใหญ่ตนเองไปยืนอยู่บนสิ่งที่หน้าตาเหมือนโต๊ะ แล้วทั้งคู่ก็เผชิญหน้าเข้ากับปัญญาชิ้นแรก!!

จะกินอาหารยังไงกันน่ะตัวเล็กแบบนี้? ขนมปังคงพอบิกันได้ แต่ว่าน้ำนั้นล่ะ เอามือวักกินอย่างนั้นหรอ?

“.. เอ ดื่มเอาจากฝาขวดน้ำไหวไหมนะครับ?" เพื่อนที่ขนาดยังปรกติเสนอ อีกคนพยักหน้าตอบ "ไหวครับๆ" แล้วก็หัวเราะออกมาเพราะเริ่มรู้สึกสนุกไปกับสถานการณ์ พอกินกันอิ่มแล้ว ทั้งสองก็เริ่มครุ่นคิดกันต่อว่าจะทำยังไงต่อไปดี "เเล้วเราจะเริ่มหาคนอื่นๆยังไงดีครับ..ดูเหมือนโรงเรียนจะเปลี่ยนไปเลย..มีต้นไม้เเละอื่นๆเต็มไปหมดเลยนะครับ" วีพูดอย่างเป็นกังวล

"นั่นสินะครับ.." อีกฝ่ายขมวดคิ้วครุ่นคิด "วันอาทิตย์แบบนี้ คนน่าจะไปนั่งเล่นที่สวนสาธารนะกัน... มั้ยนะ?"
"สวนสาธารนะหรอครับ..ผมไม่ค่อยได้ไปเลยดีนำไปเคยครับ.." แล้วก็นึกขึ้นได้ว่า ตัวเองไซส์ขนาดนี้ เดินกันยังไงเพื่อนก็นำนี่หว่า ทางดีนั้นไม่ได้รับรู้ถึงความคิดของเพื่อน พยักหน้าหงึกๆ วางมือลงกับโต๊ะรอให้เพื่อนปีนขึ้นบนใหล่ตัวเองตามเดิม

โอ๊ะ ลืมไป -"-


ระหว่างที่กำลังเดินไปทางสวนสาธารณะ วีที่เกาะอยู่ที่บ่าของดีเลือบไปเห็นดอกไม้เเปลกๆเเถวๆบึงน้ำใกล้สวนสาธารณะ ด้วยความอยากรู้อยากเห็น(เผือก--) เลยอยากจะไปดูใกล้ๆ

"ดีครับ! ดูตรงนั้นสิ ดอกไม้สวยมากๆเลยครับลองเดินไปดูหน่อยได้มั้ยครับ><" เพื่อนก็มาก็ว่าไป ดีเดินก้าวไปทางบึง โอโห มันดูแตกต่างจากปรกติจริงๆ ชักรู้สึกคันมืออยากจะเอากระดาษขึ้นมาวาดนิดๆ แต่ก็รีบปัดความคิดไปก่อน รีบช่วยเพื่อนให้กลับมาเป็นปรกติสำคัญกว่า

ระหว่างที่ทั้งสองมัวแต่มองวิวกันเพลินนั่นเอง ก็มีกบตัวหนึ่งที่ใส่ชุดกระโปรงทาปากแดงกระโดดขึ้นมาบนรั้วบึง กบตัวนั้นมองไปที่วีแล้วก็ชี้ให้กับกบตัวอื่นๆที่กระโดดตามขึ้นมา

"ดูนั่น!!! เป็นเด็กหนุ่มที่หน้าตาดีแถมขนาดก็กำลังพอดี! เหมาะสมจะแต่งงานกับลูกสาวเดี๊ยนที่สุด!!"
++กบป้า(?) ปรากฎกาย++

คนที่ถูกชี้ก็ไม่ได้ไม่รู้เรื่องรู้ราว "เหวออออ=∆=นะน่ากลัว!! กะกบพูดได้ด้วย! ดีเรารีบไปกันเถอะครับ..." วีขนลุกซู่ อ๊ากกก โลกเป็นอะไรไปหมด...

"กรี๊ดดดไปเอามันมาาาาให้เดี๊ยนเดี๋ยวนี้!!กรี๊ดดดด" กบป้าแผดเสียง

"วิ่งเลยครับ!!!ToT" อยากจะร้องไห้จริงๆ..โครตหน้ากลัว ขะขนลุก..=0=


"HOLY- FROG!?!?!?!?"
ไม่ต้องรอเพื่อนพูดดีก็รีบวิ่งไปอีกทางแล้ว แต่ยังไม่วายหันกลับไปตะโกนใส่กบป้า
"วียังอายุ13เองจะแต่งงานไม่ได้นะครับบบบบบบบบ!!"

ฝูงกบกระโดดตามทั้งคู่มาพร้อมเปลือกวอลนัทพร้อมบด--เอ๊ย จับกุมวี

"ท ทำยังไงดีครับ!?" ดีวิ่งเข้าไปทางสวนสมุนไพร ฝูงกบยังตามมาไม่หยุด แล้วก็เจอกับ!!!!

แมงมุมตัวใหญ่ห้อยหัวลงมาจากยอดตึก
++แมงมุมตัวใหญ่เบ้อเร้อ ปรากฎกาย++


วิณญาญวีได้ลอยไปเเล้ว..อาเมน..-/\-


"ให้ข้าช่วยไหม หนูๆ" แมงมุตัวใหญ่เบ้อเร่อถาม เด็กชายที่ตัวหดจึงเริ่มตั้งสติได้

";0; มะมั้งครับ...." ทางไหนก็น่ากลัว สั่น.. เด็กชายเงยหน้าขึ้นจดสุดมองเพื่อนที่ตัวใหญ่กว่าเยอะเพื่อเช็คว่ายังมีชีวิตอยู่รึเปล่า "ดีเป็นไงบ้างครับ.."


ดี….
หอบแฮ่ก ไม่ใช่คนที่เล่นกีฬาอะไรบ่อยๆเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เหงื่อตกซิกๆ "พอ.. ไหวครับ แอ่ก"

จะคิดก็ไม่มีเวลาเพราะพวกกบก็ยังไล่ตามมาอยู่ เลยเอาไงเอากันวิ่งชาร์ตเข้าไปหาแมงมุมเลย!!


++ไทม์สคิป 2นาทีต่อมา++
“เอ่อ..ขอบคุณคุณเเมงมุมมากๆนะครับ.." วีพูดหลังจากแมงมุมตัวใหญ่เบ้อเริ่มช่วยเด็กชายทั้งสองหนีพ้นจากกลุ่มกบบ้าเลือด- อะแฮ่ม กลุ่มกบที่ตามหาเจ้าบ่าวที่เหมาะสมแล้ว ถึงจะยังรู้สึกกลัวๆเล็กน้อย แต่ดีก็เอ่ยขอบคุณบ้าง ก่อนจะรวบรวมความกล้าถามออกไปรวดเดียว "คุณแมงมุมครับ คุณพอจะรู้จักรุ่นพี่ผู้หญิงสวยๆ ตาสีเทา ผมดำยาวกลางหลังไหมครับ จริงๆแล้วเพื่อนผมไม่ได้ตัวเล็กแบบนี้ แต่ว่าเขาทานลูกอมที่ผู้หญิงคนนั้นให้มาเข้าไป..."

แมงมุมตัวใหญ่เบ้อเร่อเดินวนรอบทั้งคู่ ก่อนจะตอบ
"ผู้หญิงผมดำตาสีเทาที่สวยๆงั้นรึ ....หนูๆหมายถึงแม่มดรึเปล่าล่ะ?"

"มะเเม่มด...ที่..เป็นเเม่ของมดนะหรอครับ?" วีพูดขึ้น

ความเงียบปกคลุมพร้อมเสียงจั๊กจั่นเรไร



“……”
-0- ) ดี
;///;) วี
- " -) คุณเเมงมุม

จี๊ด.. จี๊ด.....



แมงมุมตัวใหญ่เบ้อเร่อกระแอมไอ สีหน้าดูหน้าบอกบุญไม่รับแบบที่แมงมุมไม่น่าจะทำได้
"...แม่มด ที่เป็นแม่มดแบบที่ใส่หมวกแหลมโยนของแปลกๆลงหม้อต้มยาหัวเราะชั่วร้ายในนิทาน"

"ฮ่าๆ..ครับ" วียิ้มเจือน ความรู้สึกอยากตบหน้าตัวเองกลับมาอีกครั้ง
"เเล้วเราจะเจอเเม่มดได้ที่ไหนหรอครับ.."

"แม่มดน่ะหรอ..." แมงมุมตัวใหญ่เบ้อเร่อมองวีกับดี ก่อนจะส่งเสียง อืมมมมม "ข้าก็พอช่วยได้อยู่หรอก แต่ข้าขอเพื่อนเจ้าไปเป็นอาหารมื้อเย็นนี้เป็นค่าตอบแทน" แล้วก็อ้าปากกว้างโชว์เขี้ยงยาวแหลมคมอัดแน่น

"มะ..ไม่ดีมั้งครับ!! ...ดี!!เผ่น!!" พูดจบวีก็ชูมือขึ้นให้เห็นว่าพร้อมที่จะให้ดีพาไปแล้ว..



เเต่ว่า..ดูเหมือนดีจะลืมเเล้ววิ่งไปเลย

"อะ..อ่าวToT"



..เเล้วกลับมาใหม่..เพื่อหยิบวีไปด้วย..คงลืมไปว่าตัวนิดเดียววิ่งตามไม่ทัน.....

"ขอโทษครับ ขอโทษครับ ขอโทษครับบบ" ดีขอโทษวีรัวๆไปวิ่งไปด้วย นี่มัน นี่มัน ที่เขาเรียกว่าอะไรนะ

หนี.. เสือ เอ่อ ปะจิ้งจก?? เอ๊ะ ทำไมถึงเป็นจิ้งจกล่ะ?

ช่างมันก่อน!! ตอนนี้วิ่งวนไป หลับหูหลับตาวิ่งไปจนไปชนกับอะไรเข้า
++แรนด้อมตุ๊กตาหิมะ ปรากฎกาย++


บริเวณรอบตัวของเด็กทั้งสองกลายเป็นแดนหิมะท่วมหนาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ หิมะเป็นปุยนุ่มยังโปรยปรายมาจากท้องฟ้า ทั้งคู่ลองยื่นมือไปสัมผัสดู แต่กลับไม่รู้สึกหนาวเย็นเลยสักนิด

"เอายังไงดีครับ ที่นี่คืนตรงไหนของโรงเรียนหรอครับ;0;" วีถาม
"เอ่อ..." ดีมองซ้ายมองขวา หิมะคลุมหนาจนดูไม่ออกแล้วว่าอยู่ที่ไหน! "แต่ว่า.. ปรกติประเทศไทยไม่มีหิมะตกไม่ใช่หรอครับ หรือผมจำผิด?" ดีก้มถาม เหมือนจะเปลี่ยนความสนใจกลายเป็นหิมะกันไปหมดแล้ว แมงมุมอะไร๊ไม่มี
"ไม่ผิดหรอกครับ..ผมคิดว่าน่ะ;0;..ประเทศไทยไม่มีหิมะครับ..." เรื่องเเปลกกว่านี้ก็มีมาเเล้ว..จะเจออะไรอีกเนี้ยยยย วีคิดไม่ทันไร ก็ได้ยินเสียงพุ่มไม้ขยับมาจากใกล้ตัว

คราวนี้เด็กชายยกมือขึ้นตบหน้าตัวเองเข้าจริงๆ

จะไปคิดเป็นลางเพื่ออออ เหนื่อยใจตัวเอง!

"เสียงพุ่มไม้อีกเเล้วครับ...-//-" วีบอกกับดี พอพยายามชะโงกหน้ามองดู ก็เห็นอะไรบางอย่างปุยๆขาวๆขยับอยู่หลังพุ่มไม้
"..คุณแมงมุมคงไม่ตามมาถึงตรงนี้หรอกใช่มั้ยครับ ผมว่าแมงมุมไม่น่าจะชอบหิมะนะ..." ดีพูดอย่างระแวง ใช้เสียงเบากระซิบกระซาบโดยไม่รู้ตัว

"นี่พี่...เราจะออกไปกันดีมั้ยฮะ..เขาดูเป็นมิตรนะฮะ>< "
เสียงกระซิบกระซาบดังมาจากพุ่มไม้..

"ดีได้ยินมั้ยครับ..."

"ข้าจองคนตัวใหญ่น่ะ ว่ะฮ่าๆ"
"พี่ครับ..หมายความว่าไงง!เเงงๆ"


"ด ได้ยินครับ.." ตอบวีหน้าซีดๆ ค่อยๆก้าวถอยห่างออกมาจากพุ่มไม้ช้าๆ

นี่ยังเจอไม่พออีกเหรอ ฮือ วิ่งเหนื่อยแล้ว เด็กชายคิด

"เราค่อยๆเดินห่างไปทางอื่นดีมั้ยครับ..เพื่อจะเจอพี่ไทระ ผอ.กับคนอื่นๆด้วย.." วีพูด แล้วก็เลยนึกเป็นห่วงคนอื่นๆขึ้นมาด้วย ขนาดพวกเขาเองยังเจอกันตั้งขนาดนี้ คนอื่นๆจะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้


แกร๊ก!

เสียงกิ่งไม้หักดังขึ้นมาใกล้กับเด็กๆทั้งสองคนมาก

"ดะดูเหมือนมันจะออกมาเเล้ว! ไปเเอบตรงนั้นดีมั้ยครับ!.." วีชี้รั่วๆ(?)ไปที่พุ่มไม้ใกล้ๆกัน ซึ่งดีก็รีบวิ่งไปนั่งยองๆมุดแอบทันที จากหลังพุ่มไม้นั้น เด็กชายทั้งสองแอบแหวกไม้ใบ้เพื่อส่องดู แล้วก็ได้เห็นกับสิ่งที่เดินออกมาจากพุ่มไม้ที่ส่งเสียงในตอนแรกในที่สุด
เป็นหมีขาวสองตัว ตัวหนึ่งมีขนาดเล็กกว่าเล็กน้อย แล้วหมีขาวทั้งสองกำลังพูดคุยกัน
++หมีสองพี่น้อง ปรากฎกาย++


หมีสองพี่น้องพูดคุยกันอย่างขัดใจ
"เห็นมั้ยเพราะพี่พวกเขาเลยหนีไปเเล้ว!ข้างอนพี่เเล้ว!
"น้องอยากกินหรอเดี๋ยวพี่จะไปหามาให้! โอ๋ๆน่ะ

กะกินเลยหรอ;0; วีที่แอบอยู่คิด


"ไม่ใช่สักหน่อยข้าอยากเล่นกะพวกเขา! ข้าไม่เคยเห็นเด็กผมสีทองเลยน่ะ!!"
"เจ้านี่ซาดิสกว่าที่พี่คิดน่ะ จะเล่นก่อนกินเลยหรอ-"- "
"ไม่ใช่สักหน่อย!!พี่ก็! ข้าอยากเป็นเพื่อนกะพวกเขา พี่จะไปหาอะไรกินก็ไปเลยย! เดี๋ยวข้าตามไป"
"เเน่ใจน่ะว่าไม่อยากกินพวกเขา-"-"
"เเน่ใจสิพี่!! ไปเลยข้าจะรอพวกเขากลับมา(メ`ロ´)/"


เด็กชายทั้งสองเห็นดังนั้นก็เริ่มปรึกษากันเบาๆ สุดท้ายก็ตัดสินใจว่า จะลองขอความช่วยเหลือจากหมีคนน้องดู

ดีค่อยๆโผล่หัวออกไปจากพุ่มไม้ที่แอบอยู่ช้าๆ

"เอ่อ... สวัสดีครับ?"
ทันทีที่ดีเปล่งเสียงพูดออกไป หมีคนน้องก็หันขวับมาทันที!

"เอ๋! นี่พวกเจ้ายังอยู่หรออ><"
"ครับ.."
"พวกเรามาเล่นกันเถอะะ เเต่เดี๋ยวนะ..ทำไมเพื่อนเจ้าตัวเล็กกว่าที่ข้าคิดอีก!” หมีเล็กก้มลงพูดกับวี “ทำไมเจ้าตัวเล็กนิดเดียวล่ะ!..ถ้าโดนข้าเหยียบนี่เเบนเเน่ๆ!"

ยังไม่ทันที่เด็กชายจะได้ตอบ หมีเล็กก็พูดต่อทันที "ส่วนท่านผมสีทองสวยมากๆเลยย ข้าเองก็อยากมีสีเเบบนี้><"

เด็กทั้งสองมองหน้ากัน สนทนาผ่านทางสายตาว่า ถ้าปล่อยไว้ คุณหมีคงพาจ้อออกทะเลจนไม่เหลือแน่

"เป็นเเบบนี้น่าจะเพราะเเม่มดครับ คุณหมีพอจะรู้จักเเม่มดมั้ยครับ.." วีพูดเสียงดัง พอเพื่อนเปิดขึ้นมา ดีก็เลยรีบช่วยต่อ "เป็นผู้หญิงที่มีผมยาวกลางหลังสีดำ ตาสีเทาครับ"

"อืมม...พอจะรู้น่ะ!! พวกเจ้าจะไปหานางหรอ! ให้ข้าพาไปไหม*0*" เจ้าหมีเล็กมีท่าทางทั้งตื่นเต้น


พอเด็กทั้งสองตอบตกลง หมีเล็กก็นั่งลงให้ทั้งคู่ปีนขึ้นหลังด้วยความยินดี ระหว่างที่เดินทางผ่านป่าไม้ลำธารไปนั้น หมีเล็กส่งเสียงคุยจ้อไม่หยุดหย่อน ตั้งแต่แนะนำตัว สีที่ชอบ ของกินโปรด ท้องฟ้าอากาศเกมส์กีฬา สารพัด ขณะที่เด็กทั้งสองเริ่มจะสงสัยว่าคุณหมีจะหยุดพูดบ้างไหม ก็มาถึงสุสานพอดี

"บรรยากาศน่ากลัวจังเลยนะครับ.." ดีลูบแขนตัวเอง ถึงหิมะจะไม่หนาว แต่ก็ชักจะขนลุกเพราะสุสาน

เด็กชายเห็นบ้านหลังเล็กอยู่ไม่ไกลนัก ครั้นพอจะเอ่ยปากถาม คุณหมีที่ขี่หลังอยู่ก็หยุดเดินพอดี

“ข้าคงมาส่งเจ้าได้เท่านี้นะ… แม่มดอยู่ที่บ้านหลังเล็กหลังนั้นล่ะ'' หมีเล็กพูดอย่างซึมเซา ตัวมันนั้นไม่ต้องการไปมีปัญหากับแม่มด ถึงจะเสียใจที่ต้องจากลาเพื่อนใหม่อย่างรวดเร็ว แต่ไม่นานก็ทำใจได้แล้วทิ้งให้เด็กทั้งสองอยู่กลางทางแล้วสะบัดตูดเดินกลับไปทางเดิม

"ขอบคุณนะครับ ที่อุส่าช่วย.." ดีพูดพลางโบกมือนิดๆให้กับแผ่น..ตูดของคุณหมีที่เดินจากไป วีที่อยู่บนไหล่ของเพื่อนก็โบกมือไม่หยุด จนเมื่อมองไม่เห็นหมีแล้ว ดีจึงหันเดินไปทางบ้านหลังเล็กที่เห็นอยู่ไม่ไกล


บรรยากาศโดยรอบดูทึมทือไร้สีสัน ต้นไม้หัวโกร๋นไร้ใบ เศษใบไม้แห้งบนพื้นปลิวไปมา หิมะเองก็เกือบจะมาไม่ถึงบริเวณนี้ พอตกกระทบพื้นก็ละลายหายไปอย่างรวดเร็ว ป้ายหลุมศพละลานตาอัดแน่น ในตอนนั้นเองที่เด็กชายทั้งสองรู้สึกตัวว่าพระอาทิตย์ใกล้จะตกดินแล้ว มีเสียงนกฮูกแว่วมาไม่ใกล้ไม่ไกล ดีเดินมาเริื่ยๆจนถึงหน้าประตูฝุ่นจับราวกับไม่มีใครเปิดมาเป็นเวลานานหลายสิบปี บนบานประตูนั้นมีที่เคาะอยู่ ซึ่งเด็กชายก็ยื่นมือออกไปจับอย่างกล้าๆกลัวๆ พอทำใจเคาะประตูลงไปแล้ว ก็ก้าวถอยออกมาสองสามก้าว มองบานประตูที่เปิดออกมาเองพร้อมเสียง แอ๊ดด…

ใครน่าจะลงน้ำมันน๊อตประตูบ้างนะ แล้วก็ปัดฝุ่นด้วย บรื๋อ


มองไปข้างในบ้านมืดสนิท เต็มไปด้วยหยากใย่ มีเก้าอี้โยกตัวหนึ่งที่ตั้งหันหลังให้กับเด็กทั้งคู่อยู่หน้าเตาผิง เสียงหัวเราะดังมาเบาๆจากทางเก้าอี้นั้น

วีกลืนน้ำลายเอื้อก ดีที่ขาสั่นน้อยๆค่อยๆก้าวเข้าไปในบ้านอย่างระมัดระวัง

"ค คุณแม่มดรึเปล่าครับ..?"

เสียงหัวเราะหยุดลง เก้าอี้โยนตัวนั้นค่อยๆลอยขึ้นแล้วหมุนมาทางเด็กทั้งสองคนช้าๆ


“ว่าไงจ๊ะ เด็กๆ..”
หญิงสาวคนนั้นพูดพร้อมขยับยิ้ม เสียงที่นางเปล่งออกมา ก้องสะท้อนด้วยเสียงกระซิบกระซาบที่ฟังดูผิดมนุษย์
++แม่มด ปรากฎกาย++

วีเบิดตากว้าง เป็นผู้หญิงคนเดียวกับที่ให้ลูกอมเขามาเมื่อวานนี้แน่นอน แต่ถึงจะเหมือน แต่ก็กลับแตกต่างกันมาอย่างที่ไม่สามารถอธิบายได้

“มีอะไรให้ข้าช่วยรึเปล่า...?”


"ชะ..ช่วยผมให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมได้มั้ยครับ..;0;" วีถามอย่างกล้าๆกลัวๆ

ความเงียบสงัดโรยตัวหลังคำถามนั้น



ก่อนที่แม่มดจะแผดเสียงหัวเราะ "หึๆฮ่าาๆๆ!!! ทำไมถึงคิดว่าข้าจะช่วยเจ้าล่ะ? เด็กตัวกระจ้อยร่อยนิดเดียวอย่างเจ้า!!!"

ดีสะดุ้งโหยง โต้กลับไปอย่างไม่ทันคิดหน้าคิดหลัง "คนเราทำอะไรไว้ต้องกล้ารับผิดชอบครับ! ผมไม่รู้ว่าคุณแม่มดตั้งใจรึเปล่า แต่ว่าลูกอมที่ได้มาจากคุณทำให้เพื่อนผมเป็นแบบนี้ เพราะงั้นคุณก็ควรจะช่วยเขานะครับ!"

“หึ!! ความคิดของเด็กอย่างพวกเจ้ามันน่าเบื่อเสียจริง! แต่ก็เอาสิ!! ถ้าเจ้าอยากจะให้ข้าช่วยเปลี่ยนให้เพื่อนของเจ้ากลับไปเป็นเหมือนเดิมล่ะก่อน พวกเจ้าก็ต้องเอาชนะข้าให้ได้ก่อน!”

“อ เอาชนะ?”

“ใช่แล้ว!! เอาชนะข้าให้ได้! แล้วข้าจะช่วย!”


เด็กทั้งสองมองแม่มดที่แย้มยิ้ม มองหน้ากันและกัน แล้วก็พยักหน้าในที่สุด

“ดีมาก!” แม่มดพูดอย่างพึงพอใจพลางดีดนิ้ว ลูกไฟลุกโชดช่วงขึ้นในบ้านหลังเล็กให้แสงสว่าง

“การแข่งขันที่พวกเจ้าจะต้องเอาชนะข้า” ดีสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่ “ก็คือ!”







“แข่งวาดรูปยังไงล่ะ!!!”





จะให้แข่งวาดรูปด้วยสภาพนี้หรอ-0- วีคิด


แม่มดจุ๊ปาก ยกมือขึ้นโบกนิ้วไปมา "ถ้าเจ้าเเพ้ เจ้าตัวหด ข้าจะแปลงให้เจ้าอสูรกาย! ส่วนเพื่อนของเจ้าจะต้องอยู่ที่นี้รับใช้ข้าไปจนตาย ฮ่าาาๆๆ!!"

ดีมองไปรอบๆห้อง คิ้วขมวดแน่น เด็กชายพยายามคิดหาทางออกของสถานการณ์นี้มาสักพัหนึ่งแล้ว พอเพื่อนถามว่าควรทำยังไงกันดีก็ได้แต่ส่ายหน้า "ผมว่าแบบนี้... คงมีแต่ต้องแข่งให้ชนะแล้วล่ะครับ ผมไม่คิดว่าจะมีคนอื่นที่จะแก้ให้ได้ด้วย" ก่อนจะรีบเสริมเมื่อเห็นสีหน้าไม่ดีของเพื่อน "ไม่ต้องห่วงนะครับวี ผมจะพยายามเต็มที่ช่วยด้วยอีกแรง! พวกเราสองคนต้องทำได้แน่!" ยื่นนิ้วไปไฮไฟฟ์พยายามปลุกใจเพื่อนนะ จริงๆก็กลัว แต่ฮึด! สู้!!

"ครับ!!;///;" วีพยักหน้าเบาๆ

ขณะนั้นเองแม่มดก็ยกมือขึ้นพึมพัมคาถา “กระดาษเอ๋ย…” สายลมกรรโชกขึ้นภายในบ้านหลังเล็ก เศษฝุ่น ของที่เบาและชำรุดพัดปลิวกระจัดกระจาย ดียกมือข้างหนึ่งขึ้นป้องตาตัวเอง อีกข้างป้องเพื่อนไว้กันไม่ให้ตกใบจากใหล่ พอลดมือลง ก็เห็นห้องที่เปลี่ยนไป ดูสะอาดตาขึ้น มีโต๊ะกับเก้าอี้ตัวหนึ่งตั้งอยู่ กระดาษ A3 สองใบ ก้อนน้ำขนาดใหญ่ และอุปกรณ์วาดเขียนลอยไปมาอยู่กลางอากาศ


แม่มดแย้มยิ้มมุมปาก "ข้าให้เวลาครึ่งชั่วโมงเท่านั้น! เริ่มได้!! "
เด็กชายทั้งสองยังงุนงงอยู่ มองแม่มดที่โบกมือ พู่กันก็เริ่มจุ่มน้ำผสมสีด้วยตัวมันเอง!

ดียกมือขึ้นขยี้ตา ก่อนจะยื่นมือข้างเดิมออกไปจิ้มก้อนน้ำดู และพบว่าเป็นน้ำจริงๆ นิ้วที่จิ้มเข้าไปเปียก แต่ไม่มีน้ำร่วงตามออกมาแต่อย่างใด
"เป็นน้ำจริงๆด้วย! ไม่ตกลงมาด้วยล่ะครับ" เด็กชายมีสีหน้าดูตื่นตาตื่นใจ ก่อนจะเริ่มเลิ่กลั่ก มองเพื่อนที่ก็ดูทำอะไรไม่ถูกเช่นเดียวกัน


“Ahhhhhh…” ดีลากเสียง ช่วยเพื่อนปีนลงบนโต๊ะ สายตามองไปทางกระดาษ "..ผมคิดว่า จะวาดสิ่งที่ชอบกันไหมครับ ถ้าเป็นสิ่งที่ชอบจะต้องทำได้ดีแน่ๆ! อีกอย่าง วาดให้สนุกยังไงก็ดีกว่าเนอะครับ" พูดจบแล้ว ก็ยิ้มกว้างๆให้กับวีซึ่งส่งเสียงตอบรับว่าเห็นด้วย ทั้งสองต่างยื่นมืออกไปหยิบจับสิ่งที่ต้องใช้ออกมาจากกลางอากาศวางลงบนโต๊ะ วีจุ่มมือข้างเดียวของตัวเองลงในสี แล้วก็เริ่มวาดลูกเจี๊ยบตัวเล็กๆลงไปในรูป ตามด้วยบ่อน้ำ ส่วนดีนั้นก็ใช้พู่กันจุ่มสี วาดต้นแอปเปิ้ลกับดอกไม้ลงไปประปรายในกระดาษ ทั้งสองช่วยกันแต่งเติมพื้นหลังทีละเล็กทีละน้อย เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วโดยไม่รู้ตัว



"ข้าเสร็จเเล้ว!!..หึ!!" แม่มดส่งเสียงออกมาพร้อมรอยยิ้ม พอนางโบกมือครั้งหนึ่ง อุปกรณ์ก็เลือนหายไปในเงามืด ภาพที่นางวาดพลิกขึ้นบนอากาศให้เด็กทั้งสองได้เห็น


เป็นภาพวาดเเผ่นหลังผู้ชายคนหนึ่งมีรอยเเผลเป็นเต็มตัวหมด ถูกล่ามที่คอเเละมือด้วยโซ่อยู่บนเรือที่ลอยอยู่กลางมหาสมุทรสุดขอบฟ้าไม่เห็นเเผ่นดิน ฝูงอีกากระพือปีกบินอยู่ล้อมรอบ ชิ้นงานนี้ไร้ที่ติ ทั้งสีและเเสงเงา ให้บรรยากาศมืดหม่น ที่พลอยทำให้ผู้ที่จับจ้องรู้สึกหนักในอก

เด็กทั้งสองมองงานของแม่มดอย่างตื่นตะลึง ก่อนจะกลับมามองงานของตัวเอง แม่ดมหัวเราะหึๆอย่างมั่นใจในชัยชนะ เด็กทั้งคู่นั่งคอตกกันอยู่ชั่วพักหนึ่ง ดีจับพู่กันขึ้นอีกครั้งอย่างไม่ยอมแพ้ วาดรูปร่างเด็กชายที่มีผมสีทองกับเด็กชายที่มีผมสีน้ำตาลเข้มลงไปในกระดาษ ก่อนจะยิ้มกว้างๆให้กับวีซึ่งยิ้มตอบอย่างเขินๆ หลังจากนั้น ทั้งคู่ก็เริ่มลงมือวาดพี่ไทระ ผอ. พี่ยู พี่รันเดล พี่สุภะ พี่เซย์ และคนอื่นๆที่เด็กทั้งสองเคยเจอและมีความทรงจำที่ดีๆด้วย โดยที่ดีเป็นคนวาดรูปร่างและใส่สีผม ส่วนวีก็คอยช่วยเติมหน้าตาและรายละเอียดต่างๆให้ บนใบหน้าของทุกคนมีรอยยิ้ม เป็นภาพที่ดูสดใส


จู่ๆแม่มดก็เริ่มนับถอยหลัง "อีกสองนาที! หึๆๆๆๆ"


ดีมองวีอย่างเลิกลั่ก ก่อนที่เด็กทั้งสองจะซุบซิบอะไรบางอย่างกัน ทั้งสองพยักหน้าหงึกหงัก วาดคุณหมีสองพี่น้องที่ช่วยนำทางมาลงไปในรูปด้วย


"หนึ่งนาที!!"


ดีวาดรูปร่างสุดท้ายลงบนกระดาษอย่างเร่งรีบ มีผมสีดำยาว ชุดกระโปรง
"ห้าวินาที!"


แล้ววีก็เติมตาสีเทาลงไป
"สอง!!"


เป็นคุณแม่มดยืนท่ามกลางทุกคนที่ต่างมีรอยยิ้มอย่างสดใส



"หนึ่ง!!!"








เฮือก!

เดสมอนด์กระเด้งตัวขึ้นจากเตียง เขาหันซ้ายหันขวามองไปรอบๆด้วยความตื่นตระหนก

ห้องนอนของตนเอง ม่านที่ปิดสนิท นาฬิกาบอกเวลาสิบโมงยี่สิบนาที และวี

วี!!!

“วี!!” เขาโยนตัวลงจากเตียง วิ่งไปเขย่าตัวเพื่อนร่วมห้องที่สะดุ้งตื่นขึ้นทันที อีกฝ่ายนั้นมีเหงื่อท่วมตัว ลมหายใจหอบ ทางนั้นดันตัวขึ้นนั่ง ก่อนจะจับใหล่เขาด้วยมือข้างเดียว

"ดีครับวีกลับมาเป็นเหมือนเดิมเเล้ว!!  เดี๋ยวนะ..โรงเรียน..เเมงมุม..เเม่มด..." นัยตาของวีเบิกขึ้น มองไปรอบๆห้อง ดูงุนงง แล้วก็มองกลับมาที่เขาอีกครั้ง "ดีเป็นอะไรมั้ยครับ.."

"ผมไม่เป็นไรครับ! วีล่ะ รู้สึกแปลกๆตรงไหนรึเปล่า!?" เดสมอนด์ดึงมือเพื่อให้ลุกขึ้นจากเตียง ก่อนจะจับหมุนตัวเช็คดูหาความผิดปรกติ

"ผะ..ผมไม่เป็นไรครับ..ว่าเเต่ดีเห็นเหมือนผมใช่มั้ยครับ? ฝัน??"

"หมายถึง ที่วีตัวเล็ก แล้วก็โรงเรียนแปลกๆไปหมด มีกบ หมี แม่มด ..ใช่ไหมครับ?" พูดไปก็โบกไม้โบกมือทำท่าทางตามไปด้วย เดสมอนด์คิดว่าตอนนี้ตัวเองคนจะดูตลกมาก

"ใช่ครับ;0;..." วีมองหน้าเขา แล้วก็มองไปรอบๆห้องอีกครั้ง


โครก…

เสียงท้องร้องดังขึ้นมาจากวีที่ยกมือขึ้นลูบท้องอย่างเขินๆ
"หิวมั้ยครับ ไปหาอะไรกินเเล้วไปคุยกันเถอะครับ!"

เดสมอนด์พยักหน้าตอบรับ หลังทำธุระส่วนตัวและเปลี่ยนเสื้อผ้ากันแล้ว เขาก็เดินออกจากห้องพร้อมกับกระเป๋าเงิน ช่วงวินาทีก่อนที่จะปิดประตูล๊อกห้องนั้น เขาก็กวาดสายตาไปรอบๆ ไม่เห็นอะไรจึงปิดประตูลง

เปลือกห่อลูกอมเม็ดหนึ่งถูกลืมอยู่ที่ก้นถังขยะ


Fin.







รางวัลสำหรับคู่ที่ทำภารกิจได้เกือบเพอร์เฟ็ค 90% - 99%

  GRAND PENTAGON STAMP
ตราประทับระดับสูงมากในหมวดภารกิจรูมเมทและภารกิจพิเศษ มีลักษณะเป็นห้าเหลี่ยมเทอร์ควอยซ์ผสมทองคำแท้ มีมูลค่า +150 Grade Exp. จะได้รับเมื่อปฎิบัติภารกิจได้สุดยอดเป็นที่น่าปลาบปลื้มแก่ผู้อำนวยการโรงเรียน

  +5 STAR PIECE
ชิ้นส่วนดวงดาวที่ใช้สะสมรวมกันในขวดโหล สามารถนำไปแลกเป็นของรางวัลกับทางโรงเรียนได้

avatar
INFO.Supha
นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 6
-2% Grade Exp.

Star Piece508
CHIPS+12 M 155 K 452

+0.1% อัตราดอกเบี้ย CHIPS

PASSPORT
[ VISA ]:

[ Grade Exp. ]:
780/2910  (780/2910)
[ EVENT ]:
+0 WATER BUCKET
ดูข้อมูลส่วนตัว

Re: ROOMMATE 11 : 10 CM

on Sat 31 Mar 2018, 23:05
ผมกับยูเข็นมาส่งแล้วครับบ  

(1):
เช้าวันอาทิตย์ พระอาทิตย์ยังไม่โผล่พ้นขอบฟ้าดี สุภะขยับตัวลุกขึ้นนั่งกึ่งหลับกึ่งตื่นอยู่บนเตียง เขาบิดขี้เกียจและลุกขึ้นจัดที่นอน ค่อยๆ เดินอ้อมเตียงยูรุ่นน้องรูมเมทของเขา เพื่อไปหยิบขวดน้ำมาเปิดดื่ม

สุภะเข้าห้องน้ำทำธุระ และแต่งตัวเพื่อเตรียมตัวไปเรียนเสริมสำหรับเด็กชั้นมัธยมหก เขาเดินกลับไปที่ข้างเตียงตัวเองอีกครั้งเพื่อหยิบโทรศัพท์มือถือ เปิดดูเวลาแล้วเพิ่งจะหกโมงครึ่ง

“หือ?”

สุภะเพิ่งสังเกตว่าเตียงข้างๆ เขาว่างเปล่า มีสภาพยับเล็กน้อยอย่างเตียงที่ยังไม่ได้เก็บ ยูไม่ได้นอนหลับอยู่ สุภะหันซ้ายขวากวาดตามองรอบห้องพัก นึกว่ายูตื่นมาตอนเขาเข้าห้องน้ำ

“ยู?” สุภะส่งเสียงเรียก แต่ไม่มีเสียงตอบรับกลับมา ภายในห้องเงียบเชียบ

หายไปไหนนะ?

สงสัยเกิดขึ้นเพียงแค่พักเดียวก็จางหายไป แม้จะไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ แต่ก็เคยมีครั้งที่เขาตื่นมาเช้าวันอาทิตย์และไม่เจอยู บางทีรุ่นน้องของเขาอาจลงไปข้างล่าง หรือผู้ปกครองอาจจะนัดมารับไปข้างนอกแต่เช้าแล้วยูลืมบอกเขาเมื่อวาน

เมื่อได้ข้อสรุปในใจแล้ว สุภะจึงตัดสินใจช่วยจัดเตียงให้ยู สะบัดผ้าห่มคลุมเตียงให้เรียบร้อย แล้วจึงหยิบไม้เท้าคู่ใจ และก้าวเดินออกนอกห้องไป

โดยไม่ได้สังเกตเห็นความเคลื่อนไหวเล็กๆ ใต้ผ้าห่มบนเตียงของรูมเมทเขาเลย



ยูลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างงัวเงียเพราะได้ยินเสียงสุภะเรียกชื่อตัวเอง ปกติวันธรรมดาเขาตื่นเช้าอยู่แล้ว เมื่อโดนปลุกในเวลานี้จึงตื่นขึ้นมาง่ายๆ ยูขยี้ตา หาววอดแล้วจึงขานตอบเสียงเรียกไป แต่สุภะไม่ได้ตอบกลับเขา

ยูไม่แน่ใจว่าสุภะเรียกตนทำไม เขาลุกขึ้นนั่งมองไปทางต้นเสียง..สุภะตัวใหญ่ขึ้นหรือเปล่านะ ยูมองไปอย่างไม่แน่ใจ สุภะเดินเข้ามาใกล้เตียงยูเรื่อยๆ จากที่ตัวใหญ่อยู่แล้วก็ยิ่งดูใหญ่เข้าไปอีก แต่สุภะไม่ได้มองมาทางเขา กลับเอื้อมมือหยิบจับบางอย่างที่อยู่ใกล้ๆ เขา ยูพยายามมองว่ามันคืออะไร ดูเหมือนจะเป็นผ้าผืนใหญ่และหนา ซึ่งเป็นลายใบไม้ยักษ์ ลายเหมือนผ้าห่มของเขาเลย แต่ผ้าห่มเขาลายเล็กกว่านี้นะ

ยังไม่ทันที่ยูจะได้พูดทัก จู่ๆ ก็มีแรงลมพัดมาจากผ้าผืนยักษ์นั้นทีนึง

“อะ..เดี๋ย--“

ยูกลิ้งไปตามแรงสะบัด ผลุบเข้าใต้หมอน กว่าจะคลานออกมาได้ ก็สิ้นเสียงปิดประตูห้องพอดี

ยูยันตัวลุกขึ้นและปีนไปนั่งบนหมอน สุภะออกไปเรียนเสริมแล้ว ตอนนี้ในห้องไม่เหลือใครที่พอจะบอกเขาได้ว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้น เขาเริ่มคิดว่าหรือเรื่องทั้งหมดนี้จะเป็นความฝัน เพราะตัวเขาเองก็จำได้ว่าพอจะเคยฝันว่าตัวเองบินได้ หรือไม่ก็ผิวทุกคนเคยเป็นสีเขียว ตอนนี้รอบตัวเขาขยายใหญ่โตขนาดนี้ เขาคงกำลังฝันว่าตัวเองเข้าเมืองยักษ์กระมัง

งั้นก็แค่ต้องรอตัวเองตื่นสินะ?

ยูเหลือบไปมองนาฬิกา ยังไม่เจ็ดโมงเลย ปกติวันอาทิตย์เขาต้องตื่นแปดโมงครึ่ง เพื่ออาบน้ำกินข้าวและทำการบ้าน ส่วนตอนนี้เมื่อไม่มีกำหนดการ ยูก็ทำอะไรไม่ได้นอนจากล้มตัวลงนอนบนหมอน

หลับอีกสักรอบคงตื่นจากฝัน ยูคิดแล้วหลับตาลง



สุดท้ายหลังจากนั้นเขาก็นอนต่อได้อีกเพียงครึ่งชั่วโมง ตอนนี้ผ่านมามากกว่าสองชั่วโมงแล้วที่ยูนอนจ้องนาฬิกาภายในห้อง มองออกไปนอกหน้าต่างและวิเคราะห์เมฆทีละก้อน

‘โครก...ก’ ไม่แค่แค่ตัวเขาที่ทนไม่ไหว ท้องเขาเองก็ไม่ไหวแล้วเช่นกัน ตอนนี้ควรเป็นเวลาที่ยูถึงโรงอาหารและกำลังทานโจ๊กหมูสับนุ่มลิ้น โรยต้นหอมกับกระเทียมหย่อมเล็กๆ สามหย่อม ไม่ใช่กลิ้งไปมาแบบนี้ ความฝันครั้งนี้ทำไมมันยาวนานจัง..

หิวแล้ว..

ในที่สุดยูก็ตัดสินใจไม่ทนอีกต่อไป ไม่รอให้ตื่นจากฝันแล้ว! เขาเด้งตัวลุกขึ้นและเดินไปที่ริมขอบเตียง เขาค่อยๆ จับผ้าห่มและโหนเตียงลงมา แต่ท่าลงไม่สวยเท่าไรจึงจบลงด้วยการร่วงลงไปกองบนพื้น

’ตุบ'

ยูลุกขึ้นยืนอีกครั้ง พอลงมาอยู่บนพื้นแบบนี้แล้ว วิวทิวทัศน์มันยิ่งใหญ่เข้าไปอีกจนทำให้เผลอผงะไปพักนึง เป็นเสียงท้องร้องที่ทำให้เขาได้สติ ต้องไปกินข้าวให้ได้ก่อนละนะ ยูเดินไปจนถึงประตูห้องถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ เขาไม่ได้ใส่อะไรเลยในตอนนี้ มีแต่ตัวยูที่เล็กลง แต่เสื้อผ้าของเขายังมีขนาดเท่าเดิมอยู่

จะเดินออกไปทั้งแบบนี้คงไม่ได้ ต้องโดนดุแน่ๆ ยูจึงลองมองหาบนพื้นห้องว่ามีอะไรที่เขาพอจะใส่ได้บ้าง เขามองไปเห็นบิลร้านสะดวกซื้อตกอยู่ใต้โต๊ะจึงเดินไปหยิบมาห่อตัว

แล้วทีนี้...จะเปิดประตูยังไงดี?

ยูแหงนหน้ามองลูกบิดประตูที่น่าจะสูงกว่าเขาสักสิบช่วงตัวได้ ให้ลอดออกทางใต้ประตูก็ดูจะแคบไป

ทำไงดี..

ยูค่อยๆ เกาะขาตู้เล็กข้างประตูและไต่ขึ้นไปอย่างช้าๆ


สุภะเพิ่งเดินกลับมาถึงหน้าห้องพักตัวเอง เพราะการเรียนเสริมนั้นไม่เคร่งครัดเท่าการเรียนในวันปกติ วันนี้นักเรียนชั้นมัธยมหกจึงเลิกเร็วกว่าตารางที่วางไว้ สุภะยื่นมือออกไปแตะแสกนลายนิ้วมือ และดันประตูเปิดเข้าห้อง

‘เพล้ง!’

สุภะผงะไปเล็กน้อยที่จู่ๆ แจกันกระเบื้องซึ่งควรจะวางอยู่บนโต๊ะเล็กข้างประตู แตกอยู่บนพื้นห้อง ก่อนที่เขาจะเหลือบไปเห็นเงาตะคุ่มๆ ที่ข้างประตู เมื่อหันไปก็เห็นร่างเล็กๆ ของใครสักคนที่รู้สึกคุ้นหน้าแปลกๆ กำลังชะงักในท่าคล้ายจะปีนขึ้นไปบนอะไรสักอย่าง อีกฝ่ายเงยหน้ามองตอบเขา ซึ่งเขาจะไม่ตกใจเลยถ้าอีกฝ่ายไม่ใช่รูมเมทรุ่นน้องที่หายไปตั้งแต่เช้า

ยู!?...เหมือนคนพวกนั้น!?

ยูมองสีหน้าฉงนของสุภะสลับกับมองซากแจกันบนพื้น ในขณะที่กำลังคิดว่าจะทำไงต่อ ตัวของยูก็ลื่นไถลตกจากตัวโต๊ะและกำลังจะร่วงในไม่ช้า คงเป็นเพราะเขายื่นหน้าออกไปมากเกินไปหน่อย

“หวา--” ยูหลับตาปี๋ ถ้าตกลงไปทั้งๆ ที่ตัวเล็กจิ๋วแบบนี้ต้องเจ็บมากแน่ๆ


‘ตุบ!’

แต่ทว่าเขาไม่รู้สึกเจ็บเลย เหมือนมีอะไรบางอย่างรองรับตัวเขาทันก่อนที่จะหล่นลงปะทะพื้นแข็งๆ นั่น ยูตัวจิ๋วลืมตาขึ้นมาอีกครั้งเห็นว่าเป็นมือของรูมเมทนั่นเองที่รับเขาไว้

สุภะถอนหายใจเบาๆ อย่างโล่งอก พอยิ่งได้เห็นอีกฝ่ายใกล้ๆ ว่าเปลี่ยนไปมากขนาดไหน ไม่ว่าจะขาเล็กๆ แขนเล็กๆ นั่นที่ดูจะหยิบจับอะไรลำบากก็แทบไม่อยากเชื่อตาตัวเอง ไม่ใช่ฝันจริงๆ ใช่ไหม?

“ขอบคุณครับ” ยูเอ่ยด้วยเสียงเล็กๆ ซึ่งฟังดูคล้ายเสียงปิ๊บๆ ในของเล่นเลย

ถึงจะดูน่ารัก แต่นี่ใช่ยูจริงๆ? ยูไม่ได้ออกไปข้างนอก?

“นั่นยูเหรอ...”
“ยู..เองครับ”
ยูตอบ แต่ว่าสุภะฟังไม่ค่อยถนัดเลยต้องเงี่ยหูฟังเสียงจิ๋วๆ นั่น


ตอนที่ไปเรียนเสริมสุภะก็เห็นเพื่อนหลายคนตัวจิ๋วแบบยูเหมือนกัน เขานึกว่าตุ๊กตาไฮเทคขยับเองได้อะไรแบบนั้นเสียอีก แต่พอมาเห็นกับยูก็ได้แต่งุนงงว่านี่มันเกิดอะไรขึ้น…

คนอื่นอาจรู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็ได้?

สุภะพายูไปวางบนเตียงอย่างเบามือ ซึ่งยูก็นั่งนิ่ง มองรุ่นพี่ที่เดินหาอะไรสักอย่างอยู่รอบๆ เตียง ใช้เวลาสักพักสุภะก็เดินกลับมาหายูพร้อมกับผ้าขนาดเท่าฝ่ามือและเข็มกลัดอันหนึ่ง

“ไปถามคนอื่นกัน…” สุภะพูดพลางพันผ้าให้ตัวยูและกลัดด้วยเข็มกลัดเป็นขั้นตอนสุดท้าย

...ถาม?

...ถามใคร?

...ถามเรื่องอะไรนะ?

ยูเอียงคอมองอีกฝ่ายด้วยความสงสัย ซึ่งสุภะไม่ได้อธิบายอะไร ในขณะที่กำลังจะอ้าปากถามตัวของเขาก็ถูกรุ่นพี่คว้าไปแล้วออกจากห้องทันที ยูเกาะมือของสุภะแน่นเพราะกลัวตก

ในที่สุดยูก็ได้ออกมาเห็นสภาพข้างนอกห้องพัก เพราะมุมมองที่เปลี่ยนไปทำให้ทิวทัศน์รอบข้างดูใหญ่กว่าตัวเขาเกือบสิบๆ เท่า ใหญ่กว่าในห้องพักเสียอีก หากเขาลงไปเดินเองคงใช้เวลานานมากแน่ๆ กว่าจะเดินออกจากอาคารนี้ได้

แต่ที่แปลกกว่านั้นคือ..ทำไมไม่เจอใครเลย? ตามทางเดินช่างเงียบเหงาราวกับที่นี่มีเพียงยูและสุภะ ได้ยินแค่เสียงฝีเท้าของสุภะกับเสียงไม้เท้าผสานกันไป ไม่ว่ายูจะหันไปทางไหนก็เจอแต่ความว่างเปล่าเต็มไปหมด ไม่มีแม้แต่เงาใครสักคน ซึ่งมันผิดปกติมาก...ทั้งที่เมื่อเช้ายังเจอเพื่อนๆ พี่ๆ และคุณครูเยอะแยะ

วันนี้อากาศก็ดี...ทำไมทุกคนถึงไม่อยู่?

ยูนึกกับตัวเอง

สุภะเองก็รู้สึกแบบเดียวกัน แต่ก็ยังเดินไปเรื่อยๆ รู้สึกตัวอีกทีสองเท้าก็พาพวกเขามาหยุดอยู่หน้าทางออกของอาคารหอพักแล้ว  



“พวกเจ้าหลงทางกันอยู่เหรอ? กำลังตามหาทุกคนอยู่ใช่ไหม?”

จู่ๆ เสียงคำถามปริศนาของใครบางคนก็ดังขึ้นจากด้านนอกของอาคาร เป็นเสียงแหบๆ แห้งๆ คล้ายเสียงของคนมีอายุมากประมาณหนึ่ง เสียงนั้นพาให้ยูและสุภะหันขวับไปมอง ก็เห็นว่าเป็นหญิงสาวในชุดเสื้อคลุมตัวยาวสีทึบ ดูอีกฝ่ายจะไม่ตกใจที่ยูตัวเล็กเลยสักนิด หรือจะเป็นคนที่นี่?

สุภะเห็นยูพยายามตอบว่า ‘ครับ’ แต่เสียงของยูเล็กและเบาเกินไปกว่าที่หญิงสาวคนนั้นจะได้ยิน เขาก็เลยพยักหน้าตอบให้แทน

“ข้ารู้ว่าทุกคนอยู่ที่ไหน ตามข้ามาสิ พวกเขาอยู่ทางนี้” หญิงสาวชี้ไปทางด้านหลังของเธอ สุภะกับยูมองหน้ากันว่าจะเอาไงดี แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจเดินตามหญิงสาวแปลกหน้าคนนั้นไป…

มันคงเป็นตัวเลือกสุดท้ายสำหรับพวกเขา
อย่างน้อยก็ดีกว่าการเดินตามหาอย่างไร้ทิศทาง โดยที่ไม่รู้ว่าทุกคนไปไหน



“ถึงแล้ว”

รู้ตัวอีกทีรอบข้างกลับกลายเป็นป่า ตรงหน้าของพวกเขามีบ้านขนมหลังหนึ่งตั้งเด่นอยู่ ซึ่งไม่คิดว่าจะเป็นที่ที่ให้คนอยู่อาศัยได้ หรือมันจะมีในโลกนี้จริง ทั้งคู่รู้สึกไม่ชอบมาพากลเลย แต่ไม่รู้ทำไมถึงถูกหญิงสาวแปลกหน้าชักจูงให้เดินตามเข้าไปในบ้านได้อย่างง่ายดาย...

‘ปัง!’

จู่ๆ ประตูที่ประดับด้วยลูกกวาดหลากสีก็ปิดลงโดยฝีมือของหญิงสาว มันเสียงดังมากเสียจนสุภะกับยูสะดุ้งตกใจ แต่ยังไม่ทันจะได้หันไปมองที่มาของเสียง พวกเขาก็ถูกเธอผลักเข้าไปในกรงขนาดใหญ่อย่างไม่ทันตั้งตัว

“ฮ่าๆๆๆๆๆ”

หญิงสาวดึงฮู้ดลงเผยให้เห็นหน้าตาอันคุ้นๆ คล้ายใครสักคน ก่อนเธอจะแผดเสียงหัวเราะอันสูงปรี๊ดออกมา สุภะกับยูแอบสงสัยว่าเสียงนั้นมาได้อย่างไรทั้งที่เธอไม่ได้อ้าปากเลยสักนิด หรือจะมีเครื่องส่งเสียงอยู่ในผ้าคลุมยาวๆ นั่นหรือเปล่านะ พวกเขาต่างมองหาต้นตอของเสียงหัวเราะนั่นโดยลืมไปว่ากำลังถูกกักขังอยู่...


ในขณะที่สุภะกำลังมองไปรอบๆ ผ้าคลุมของหญิงสาว สายตาก็ได้เหลือบมองไปที่ใบหน้าของหญิงสาวปริศนาอีกครั้ง

“เอ๊ะ..”
“เซย์..เหรอ?”

สุภะร้องทักขึ้นอย่างอดไม่ได้ จู่ๆ ก็เจอเพื่อนร่วมชั้นในสถานการณ์แปลกๆ แบบนี้

“ข้าไม่ได้ชื่อเซย์! ข้าคือแม่มดเฒ่า แห่งป่าต้องสาป!!”

ราวกับมีแบ็คกราวเป็นฟ้าร้องด้านหลังแม่มดเซย์ที่ส่งเสียงตวาด พร้อมทำท่าทางหัวเสียที่ถูกเข้าใจผิด ยูมองพี่เซย์ที่พยายามทำท่าทางเป็นแม่มดเฒ่าอย่างไม่เข้าใจนัก ในนิทานเนี้ยแม่มดจะจับเด็กๆ มาทำอะไรนะ?

..อ๋อ

..ตอนนี้พี่เซย์เป็นแม่มด

“พี่เซย์..จะกินพวกเราเหรอครับ?” ยูตะโกนถามออกไปเพราะรู้ว่าถ้าพูดเสียงปกติจะเบาเกินไป

“หึหึหึ..” แม่มดเซย์ส่งเสียงหัวเราะอย่างน่าสยดสยองดังก้องไปทั่วห้อง ก่อนจะยิ้มอย่างหิวกระหายมองมาทางสุภะและยู “ข้าอยากชิมเนื้อเด็กมานานแล้ว!!!"

สุภะเสียวสันหลังวาบทันทีที่ได้ยินคำนั้น

“คงไม่ดีมั้ง..” เขาตอบกลับด้วยท่าทางหวั่นๆ

“ดีสิ! ดีมากด้วย!! หุหุ หม้อข้าอยู่ไหนน้า~” แม่มดเซย์กล่าวอย่างอารมณ์ดี พลางเปิดตู้ค้นหาหม้อมาต้มเนื้อเด็กที่เธออยากกิน

“ใบนี้เป็นไง..”
"อืม เล็กไปหน่อย
"นี่ก็เล็กไป”
“อันนี้ใช้ไม่ได้”

หลังค้นอยู่นานจนแทบจะรื้อตู้จนหมดในที่สุดเธอก็เจอหม้อใบที่ใหญ่ที่สุดในบ้าน แต่พอลองเอามาเทียบกับตัวเด็กหนุ่มที่อยู่ในกรงขังก็ดูเหมือนจะยัดลงไปได้แค่ขาข้างเดียว

“อันไหนๆ ก็ใช้ไม่ได้เลยยย” แม่มดเซย์เขวี้ยงหม้อทิ้งอย่างหัวเสีย เธอคว้ากระเป๋าตังค์บนโต๊ะและเดินไปทางประตูบ้าน

“เดี๋ยวข้าขอไปซื้อหม้อใบใหม่ก่อน พวกเจ้ากินขนมไปพลางๆ ขุนตัวเองให้อ้วนเข้าไว้ รอข้ากลับมาแล้วกัน” พูดจบก็ปิดประตูดังโครม


ทั้งสุภะและยูต่างอ้ำอึงพูดอะไรไม่ออกไปพักนึง จนสุภะเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน

“เอาไงต่อไปดี..”

“พี่เซย์..ให้กินขนมรอไม่ใช่เหรอครับ?” ยูตอบ เขาหยิบบิสกิตซึ่งแปะอยู่ข้างกรงมาเข้าปาก อันที่จริงยังไม่ได้ทานอะไรมาตั้งแต่เช้า ยูจึงหิวพอสมควรเลย

“อร่อย..” เขาพูดพลางเคี้ยวขนม

สุภะเห็นดังนั้นจึงลองหยิบถ้วยซึ่งทำจากคุกกี้ ที่วางอยู่ใกล้ๆ มากัดกินบ้าง

“อืม..อร่อยจริงด้วย..”
“แต่ว่า เราควรหาวิธีออกไปจากที่นี่ก่อนที่เซย์จะกลับมาดีกว่านะครับ”

“ทำไม..เหรอครับ” ยูมองอย่างสงสัย ยังไม่เข้าใจอะไรเท่าไร
“ถ้าเซย์กลับมาพร้อมหม้อ พวกเราคงถูกกินกันจริงๆ” เมื่อนึกถึงรอยยิ้มนั้น สุภะก็เสียวสันหลังวาบขึ้นมาอีกครั้ง



“ยูอยากโดนกินเหรอ..."

“ไม่..ไม่อยากโดนกินครับ” ยูส่ายหัว เขาชอบกิน แต่ไม่อยากโดนกิน

“ก่อนอื่นเราต้องหนีออกจากกรงนี้ก่อน”

สุภะมองสำรวจไปรอบๆ กรงว่าจะออกทางไหนได้บ้าง เขาพบว่าที่ประตูกรงมีรูกุญแจอยู่ สุภะจึงมองไปรอบๆ ห้องอีกครั้งเพื่อหาแม่กุญแจ และเจอมันถูกแขวนไว้ใกล้ๆ ประตูทางออก

“ยู ผมเจอกุญแจแล้ว ยูพอจะลอดกรงออกไปเอามาได้ไหมครับ” สุภะหันมาหายู และชี้มือไปยังจุดที่กุญแจแขวนไว้อยู่

“ได้ครับ..” ยูพยักหน้าอย่างเข้าใจ เขาลอดลูกกรง และวิ่งไปยังจุดที่แขวนกุญแจไว้ แต่เขาตัวเล็กเกินไปจึงเอื้อมหยิบกุญแจไม่ถึง ยูจึงพยายามปีนขึ้นกำแพงซึ่งทำจากบิสกิตเรียงต่อกัน

สุภะลุ้นจนแทบจะนั่งไม่ติด ตอนนี้เขาช่วยอะไรยูไม่ได้นอกจากส่งกำลังใจให้ แต่ท่าทางการปีนกำแพงของรุ่นน้องทำให้เขาหวาดเสียวเหลือเกิน

“ฮึบ..อ๊ะ--“ ยูเหยียบเท้าพลาด ทำให้เขาเกือบตกลงมาจากกำแพง

“ระวัง!”

สุภะเผลอร้องอุทานตาม เขากำลูกกรงแน่นและออกแรงดันเบาๆ ตามจังหวะการห้อยตัวของยู สิ่งที่เขาไม่คาดคิดคือประตูกรงที่เขาออกแรงดันไปเพียงน้อยนิด กลับขยับไปตามแรงของเขา และเปิดออก

“เอ๋..?” สุภะมองประตูกรงที่เปิดออกตรงหน้าด้วยความงุนงง

ใช่แล้ว..คุณแม่มดเซย์ ลืมล็อคกรง!

ทำเอาสุภะรู้สึกหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ลงเลยทีเดียว เขาเดินไปคว้าตัวยูที่กำลังปีนกำแพงอย่างเบามือ เรื่องที่เกิดเมื่อสักครู่ยูไม่เห็น จึงยังไม่เข้าใจว่าทำไมจู่ๆ สุภะก็เดินออกมาจากกรงเองได้

“ไปกันเถอะ” สุภะประคองยูใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อและรีบเดินออกมาจากบ้านขนม


กว่าแม่มดเซย์จะกลับมาถึงบ้านขนม เธอก็เห็นเพียงเงาลิบๆ ของเหยื่อ(?)ที่เธอจับมา อยู่ไกลออกไปแล้ว แม่มดเซย์รีบวิ่งตามไปอย่างสุดชีวิต แต่สุดท้ายเธอก็สะดุดเข้ากับเสื้อคลุมที่ยาวเกินความจำเป็นของตัวเอง จึงทำให้คลาดกับพวกเขาในที่สุด

“ชิ..นึกว่าจะได้ชิมเนื้อเด็กแล้วแท้ๆ” แม่มดสาวโอดครวญด้วยความเสียดาย



หลังจากสุภะและยูหนีออกมาจากบ้านขนมได้พักใหญ่ ไม่ว่าจะเดินไปไกลเท่าไรพวกเขาก็ยังออกจากป่าประหลาดๆ แห่งนี้ไม่ได้เสียที พวกเขาเดินไปเจอเข้ากับลำธารสายหนึ่ง จึงตัดสินใจหยุดพักกันก่อน

“ยูหิวน้ำ..ไปกินน้ำนะครับ”

“เดินระวังด้วยนะ”

ยูค่อยๆ เดินไปตามก้อนกรวดริมน้ำและก้มลงดื่มน้ำในลำธาร แต่เขาก้มลงมากเกินไป ทำให้พลาดท่าตีลังกาตกลงไปในน้ำ

“หวา--“

“ยู!!”


‘จ๋อม’

สุภะรีบก้มลงดูในน้ำ ทั้งที่มันเป็นเพียงลำธารตื้นๆ แต่เขากลับมองหายูไม่พบ ฉับพลันที่เขากำลังจะกระโจนลงในน้ำเพื่อช่วยรุ่นน้องตัวจิ๋ว ก็มีแสงสว่างวาบส่องขึ้นมา สิ่งที่ปรากฎต่อมาตรงหน้าเขาคือชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา นุ่งผ้าน้อยชิ้น บนหน้าท้องอวดโฉมซิกแพคอยู่

“เอ่อ..” สุภะตะลึงพูดอะไรไม่ออก เขามองบุคคลผู้ดูคุ้นหน้าคุ้นตา “ครูไอน์..?"

“ผิดแล้วหนุ่มน้อย..”
“ข้าคือเทพารักษ์ผู้ปกปักลำธารแห่งนี้..” ชายหนุ่มปริศนากล่าว

“ขอโทษนะครับคุณเทวดา แต่ว่ารุ่นน้องผมตกลงไปในน้ำ ผมต้องลงไปช่วยเขาก่อน”
“ไว้ค่อยคุยต่อนะครับ” หลังจากหายตกตะลึง สุภะกล่าวด้วยน้ำเสียงร้อนรน เขากลัวยูจมหายไป

“อย่าได้กังวลไปหนุ่มน้อย.."
“คนที่เจ้าทำตกลงไปในน้ำคือเจ้าชายหนุ่มรูปงามคนนี้ใช่หรือไม่” เทวดาไอน์ยกเจ้าชายรูปงามผู้ดูละม้ายคล้ายประธานนักเรียนคนปัจจุบันขึ้นโชว์ให้สุภะดู

สุภะส่ายหัว “คนที่ผมตามหาเป็นเด็กตัวเล็กๆ..”

“งั้นใช่เจ้าเด็กชายตัวจิ๋วคนนี้หรือไม่” เทวดาไอน์ยกยูขึ้นโชว์

“ยู! ไม่เป็นไรนะ” สุภะเห็นยูก็ตกใจ เขารีบร้องเรียกด้วยความเป็นห่วง แต่ยูไม่ตอบกลับเขา เพียงนอนหลับตาอยู่บนฝ่ามือของเทวดาไอน์

“ใช่หรือไม่ หนุ่มน้อย” เทวดาไอน์กล่าว

“ใช่ครับ คนนี้แหละ” สุภะรีบตอบ และชี้ไปทางยู

“คนเช่นเจ้านั้นช่างหายาก เมื่อเจ้านั้นซื่อสัตย์ไม่ละโมบโลภมาก..”
“เอ้า ข้าให้เจ้าชายหนุ่มรูปงามเป็นรางวัลแก่เจ้าแล้วกัน”

“เอ๊ะ ไม่--“ ยังไม่ทันปฎิเสธได้จบคำ เทวดาไอน์ก็หายวับไปเสียแล้ว

“หืม..?” ยูลืมตาขึ้นมาอย่างงุนงง เขาหันไปมองชายหนุ่มที่หลับอยู่ห่างออกไป “พี่..ไทระ?”

สุภะเห็นยูร้องทักจึงหันไปดูตาม ชายหนุ่มผู้แต่งกายด้วยชุดเจ้าชายยุคกลางที่กำลังหลับพริ้มอยู่ พอมองดีๆ แล้วคือไทระนี่เอง

“ไทระ..ไทระ?” สุภะเดินไปเขย่าตัวไทระเบาๆ เพื่อปลุกให้ตื่น

“งึม..ขออีกห้านาที” ไทระพูดอย่างง่วงงุน แต่แล้วก็เบิกตาโพลง และเด้งตัวขึ้น “โอ๊ะ!! เจ้าหญิง!!!”

“เจ้าหญิง? อะไรหรอ?” สุภะผงะไปเล็กน้อย

“ข้าต้องไปช่วยเจ้าหญิงจากมังกร!”
“หนอยยยย เจ้ามารร้ายนั้นนนนนน” ไทระพูดด้วยน้ำเสียงคับแค้นใจ

ยูมองเหตุการณ์และพยายามทำความเข้าใจ พี่ไทระบอกว่าต้องไปช่วยเจ้าหญิง

..มีมังกร

..มีดาบ

..ใส่ชุดเจ้าชาย

..เจ้าชาย?

“พี่ไทระ เป็นเจ้าชายหรอครับ?” ยูพูดสรุปความเข้าใจตนเอง

“โอ้ ใช่แล้ว ข้าลืมแนะนำตัวไปเลย” ไทระส่งยิ่มให้
“ข้า เจ้าชายไทรา ที่สาม ตัวข้านั้นได้รับมอบหมายจากพระราชา พระเจ้าไรโน่แห่งราชอาณาจักรควาร์ทินท์ ให้เดินทางมายังป่าต้องสาบแห่งนี้เพื่อช่วยเหลือองค์หญิง บุตรสาวของพระราชาไรโน่ ผู้ถูกลักพามาจองจำอยู่ในหอคอยใกล้หุบเหวมรณะ”

เจ้าชายไทระเว้นจังหวะพูดไป เขาแสดงสีหน้าเจ็บปวดอย่างสุดแสนออกมา

“อนิจจา ตัวข้านั้นไร้ซึ่งดาบศักดิ์สิทธิ์ ยามเมื่อเผชิญหน้ากับมังกรและมารร้ายนั้น..ข้าจึงถูกหางมังกรฟาดปลิวมาตกลงในลำธารแห่งนี้แทน..”
“ข้ายามนี้ช่างอ่อนแอนัก หากเป็นเช่นนี้ต่อไป องค์หญิงต้องแย่แน่ แต่หากลำพังตัวข้าผู้เดียวไปต่อกรอีกครั้งคงได้พ่ายแพ้กลับมาอีกรอบ ข้าขอร้องเจ้าทั้งสอง โปรดช่วยข้าตามหาดาบศักดิ์สิทธิ์ และปราบมังกรที” เจ้าชายไทระโค้งตัวลงอย่างนอบน้อบ เขาต้องการกำลังหนุนจากใจจริง

“เรื่องนี้มัน..” สุภะพึมพำเบาๆ

มาถึงตรงนี้ หลังจากได้ฟังเรื่องราวของเจ้าชายไทระแล้ว นั้นทำให้สุภะเกิดความเห็นใจไม่น้อยเพียงแต่ตัวเขานั้นอ่อนแอเกินไป อีกทั้งยูรุ่นน้องของเขาก็หดเหลือแค่ 10 เซนติเมตร หากไปปราบมังกรคงเสี่ยงอันตรายเกินไป

“จริงๆ แล้วพวกเราเองก็กำลังมีปัญหา คงช่วยใครไม่ได้มากครับ”

สุภะพูดเชิงปฏิเสธและเหล่มองไปที่รุ่นน้องตัวจิ๋วซึ่งกำลังนั่งเหม่ออยู่

“รุ่นน้องของผมตัวเล็กนิดเดียว เรากำลังหาทางให้เขากลับมาเท่าเดิมอยู่"

เจ้าชายมองสุภะ และมองไปที่ยู ก่อนจะนึกอะไรขึ้นได้

“จริงสิ! ข้ามีวิธีทำให้สูงนะ"

“เอ จริงเหรอ”

“ใช่แล้ว เจ้าหญิงที่ข้ากำลังจะไปช่วยนั้น นางมีคุกกี้วิเศษ ทำให้คนตัวสูงใหญ่ได้!” เจ้าชายไทระพยักหน้ารัวๆ และอธิบาย “เมื่อช่วยนางออกมาแล้ว เจ้าขอ นางย่อมให้”

เมื่อตกลงยอมรับในข้อเสนอของเจ้าชายแล้ว สุภะและยูจึงเดินทางร่วมกับเจ้าชายไทระเพื่อไปตามหาดาบศักดิ์สิทธิ์
avatar
INFO.Supha
นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 6
-2% Grade Exp.

Star Piece508
CHIPS+12 M 155 K 452

+0.1% อัตราดอกเบี้ย CHIPS

PASSPORT
[ VISA ]:

[ Grade Exp. ]:
780/2910  (780/2910)
[ EVENT ]:
+0 WATER BUCKET
ดูข้อมูลส่วนตัว

Re: ROOMMATE 11 : 10 CM

on Sat 31 Mar 2018, 23:06
(2):
พวกเขาเดินทางยาวไกลจนเกือบสุดป่าในที่สุดก็พบกับตำแหน่งที่ดาบศักดิ์สิทธิ์ถูกปักไว้ แต่ทว่าเมื่อไปถึง ดาบดังกล่าวกลับไม่อยู่แล้ว เจ้าชายถึงกับเข่าอ่อนทรุดตัวลง และเริ่มโอดครวญ

“ไม่นะ ถ้าไม่มีดาบแล้วจะปราบมังกรได้ยังไง"

ยูและสุภะเงียบไปเพราะไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน จนกระทั่งมีเสียงทุ้มเข้มน่าฟังของใครสักคนดังออกมาจากต้นไม้ต้นหนึ่งใกล้ๆ

“ดาบศักดิ์สิทธิ์พังแล้วล่ะครับ เจ้าชาย”

“หืม?” เจ้าชายไทระกวาดสายตามองหาเจ้าของเสียงนั้น

เมื่อหันไปมองด้านหลังก็พบชายหนุ่มผิวแทนผู้หนึ่งที่เดินออกมาจากหลังต้นไม้ แม้ตาซ้ายจะถูกปิดด้วยผ้าปิดตาสีขาว แต่ก็ไม่อาจบดบังความหล่อปานเทพบุตรของเขาได้ เขาฉีกยิ้มให้คนทั้งสามที่ยืนมองด้วยสายตางุนงง ก่อนพูดขึ้นอีกครั้ง

“มีเจ้าชายหลายคนพยายามจะไปช่วยเจ้าหญิงแบบท่านแหละ พวกเขาดึงดาบนี่ไปใช้ครั้งแล้วครั้งเล่าจนมันหักงอ” ว่าแล้วชายปริศนาคนนั้นก็เดินมาที่จุดปักดาบศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งอย่างที่ว่าไปตอนนี้มันเหลือแต่ความว่างเปล่า “จนถึงตอนนี้เจ้าชายคนก่อนหน้าก็ยังมิเอาดาบมาคืนข้าเสียที อันตัวข้าซึ่งเป็นช่างผู้ดูแลดาบศักดิ์สิทธิ์ก็ขี้เกียจรอ เลยปล่อยทิ้งไว้แบบนั้น”

“แต่ข้าจำเป็นต้องใช้มันนะ ถ้าไม่มีดาบข้าก็..” เจ้าชายไทระกล่าว
“ข้าคงไปช่วยเจ้าหญิงไม่ทันแน่ๆ”

“ข้าไม่ได้บอกนี่ว่าจะไม่ทำดาบเล่มใหม่” ชายหนุ่มปริศนาฉีกยิ้มขี้เล่น เจ้าชายไทระได้ฟังก็ถึงกับลอบยิ้มออกมา


“พี่...ภูมิ?”

ระหว่างนั้นยูก็โพล่งขึ้น นิ้วเล็กๆ ของเขาชี้ไปที่ชายหนุ่มผิวแทนพลางทำหน้าตกใจหน่อยๆ แต่ด้วยระยะห่างที่ไกลเกินไปทำให้ชายหนุ่มไม่ได้ยินเสียงของยู หากแต่เขามองการกระทำของยูออก เลยตอบกลับไปด้วยท่าทางสบายๆ

“เจ้ารู้ชื่อข้าได้ยังไง เก่งเสียจริง”
“ว่าแต่เจ้าเป็นแฟรี่งั้นเหรอ? ข้าไม่คุ้นหน้าเลยนะ”

...แฟรี่?

...ยูเป็นแฟรี่เหรอ?

...งั้นยูก็บินได้?

ยูเอียงคอนึกสงสัย

“ยูแค่ตัวเล็กลงครับ เขาไม่ได้เป็น..” สุภะตอบให้ ทั้งที่ตัวเขาก็ไม่รู้จักหรอกว่าแฟรี่คืออะไร แต่ยังไงก็คิดว่ายูไม่น่าใช่แฟรี่อะไรนั่น


ช่างตีดาบภูมิยักไหล่สองทีก่อนเริ่มลงมือทำงาน ตอนนี้พวกเขากำลังนั่งรอให้ช่างภูมิตีดาบให้เสร็จ เจ้าชายไทระเผลองีบหลับไป ส่วนสุภะกับยูก็นั่งมองช่างภูมิกำลังตีดาบเสียงดังเคร้งๆ ยูถึงกับปิดหูทั้งสองแน่น เพราะเสียงมันดังเกินกว่าคนตัวเล็กๆ อย่างเขาจะรับไหว




“เสร็จแล้ว!”

ในชั่วพริบตาเสียงของช่างตีดาบภูมิก็ดังขึ้นพาให้คนที่เหลือต่างสะดุ้ง เจ้าชายไทระถึงกับสะดุ้งตื่น แล้วเขาก็ต้องตกใจกับดาบศักดิ์สิทธิ์เล่มใหม่ที่รูปร่างเปลี่ยนไป และไฉไลกว่าเดิม! เพราะมัน…

มันคือส้อม ใช่...มันคือส้อมจริงๆ แถมข้างๆ กันนั้นยังมีส้อมจิ๋วอีกด้วย…

“ข้าจำได้ว่าดาบไม่ใช่รูปร่างเช่นนี้นี่ ท่านผู้ดูแลดาบ?” เจ้าชายไทระร้องประท้วง เพราะจากที่เขาเคยดูรูปในทวิตเตอร์ที่พระราชาไรโน่ส่งมาให้มันไม่ใช่แบบนี้

“ข้าเบื่อตีดาบรูปร่างเดิมๆ แล้ว ข้าคิดว่าส้อมก็เจ๋งดีนะ ไม่เหมือนใครดี” ช่างตีดาบภูมิว่าพลางหัวเราะ ก่อนเขาจะส่งส้อมขนาดเท่าฝ่ามือให้สุภะ และส้อมจิ๋วอีกอันให้ยู
“พวกเจ้าเป็นผู้ช่วยของเจ้าชายไทระสินะ นี่คือส้อมศักดิ์สิทธิ์ จงรักษามันไว้ให้ดีและช่วยเจ้าชายไทระด้วยล่ะ”

...พี่ภูมิให้ส้อมยูทำไม?

...จะให้ยูกินข้าวเหรอ?

ยูมองอีกฝ่ายอย่างไม่เข้าใจ ถ้านึกถึงส้อมก็ต้องนึกถึงช้อนที่เป็นของคู่กัน แต่ที่นี่ไม่มีจานข้าวนิ? แล้วจะให้เขากินกับอะไร?

ยูเลยหันไปถามสุภะ “พี่สุภะ เราจะเอาส้อมไปกินข้าวที่ไหนเหรอครับ?”

“ที่หอคอยล่ะมั้ง..เจ้าหญิงมีคุกกี้นี่นา..” สุภะทำหน้าครุ่นคิด

“พอเลยพวกเจ้าน่ะ! ข้าไม่ได้เอาส้อมให้พวกเจ้าไปจิ้มคุกกี้กินเสียหน่อย!” ช่างภูมิรีบแทรกขึ้น ก่อนที่ยูกับสุภะจะคุยกันเตลิดไปมากกว่านี้
“ส้อมคันนี้ก็เหมือนกับดาบของพวกเจ้า พวกเจ้าต้องใช้มันช่วยเจ้าชายไทระปราบเจ้าสัตว์ประหลาดที่รังควานเจ้าหญิงเสีย!”

ยูกับสุภะได้ฟังก็เงียบไป ใช้ส้อมจัดการสัตว์ประหลาดเนี่ยนะ?

“..ครับ” ถึงยูจะไม่ยังค่อยเข้าใจเท่าไหร่ แต่ก็ขานรับ ส่วนสุภะก็ทำเพียงพยักหน้าหน่อยๆ แม้จะงงว่าเขากับยูไปเป็นผู้ช่วยเจ้าชายไทระตอนไหนกัน?

“ดี..” ช่างตีดาบภูมิหันไปมองเจ้าชายไทระ “งั้นข้าจะทำส้อมศักดิ์สิทธิ์ขนาดจัมโบ้ให้ท่านแล้วกันนะ”

“เอ่อ...ข้าไม่เป็นไร ตัวข้าถือไม่ไหวหรอก” เจ้าชายไทระหัวเราะแห้งๆ ก่อนเดินเข้ามาหายูและสุภะ
“ข้ากับเด็กน้อยเหล่านี้คงต้องขอตัวก่อน เราเสียเวลามามากแล้ว ยังไงก็ขอบคุณท่านผู้ดูแลดาบนะ”

“ยินดีครับผม หากใช้เสร็จแล้วเอามาคืนข้าที่นี่นะ ข้าจะรอ”

หลังจากนั้นช่างตีดาบภูมิก็เดินหายเข้าไปที่หลังต้นไม้เหมือนอย่างตอนปรากฎตัวมา…




ในระหว่างที่เดินทางไป พวกเขาก็เห็นหอคอยสีเทาที่อยู่สูงโผล่พ้นจากยอดต้นไม้ มันสูงมากจนเห็นได้ไม่ยาก พอมองจากตรงนี้ก็คลับคล้ายคลับคลาเห็นอะไรบางอย่างลอยไปลอยมารอบๆ หอคอยนั่นด้วย  เป็นเงาสีดำ รูปร่างประหลาด หางยาวและมีปีกที่ใหญ่มาก ยูพยายามเพ่งมองตาม

“นั่นคือหอคอยที่เจ้าหญิงถูกกักขังอยู่” เจ้าชายไทระชี้ไปยังหอคอยนั้น

พวกเขาเริ่มเข้าใกล้หอคอยมากขึ้นเรื่อยๆ ตัวหอคอยเองก็ใหญ่ขึ้นตามมุมมองเช่นกัน จนในที่สุดก็มาถึงจนได้ สุภะรู้สึกเหมือนเดินทางไกลสักห้ารอบ เล่นเอาเขาหอบหนักเลยทีเดียว

ยูเองก็เหนื่อยเหมือนกัน เขารู้สึกได้ว่ามือที่จับส้อมเริ่มชุ่มเหงื่อแล้ว

“เจ้าหญิงผอ.! ข้ามาช่วยท่านแล้ว!”

เจ้าชายไทระตะโกนขึ้นไปบนหอคอย เพื่อหวังว่าคนในนั้นจะได้ยิน และได้ผล เจ้าหญิงผอ.โผล่พ้นหน้าออกมาจากหน้าต่างหอคอย เมื่อเจ้าหญิงได้ยินเสียงอันคุ้นเคยก็ยิ้มกว้างออกมาทันที

“เจ้าชาย คุณมาช่วยผมแล้ว❤️


สุภะกับยูถึงกับไปไม่เป็นเมื่อเห็นหน้าเจ้าหญิง...ไม่คาดคิดว่าเจ้าหญิงที่เจ้าชายไทระว่าจะเป็นผอ.ที่พวกเขารู้จักกันดี แล้วชุดสีชมพูเปิดไหล่หวานจ๋อยนั่นมันอะไรกัน..ทำไมดูหลอนยังไงไม่รู้…

“มาแล้วเรอะ! ปล่อยให้ข้ารอเก้อเสียนานเลย ดีนะเจลผมไม่แห้งเสียก่อน!”

มีอีกเสียงหนึ่งดังขึ้น พร้อมกับการปรากฎตัวของมังกรตัวใหญ่ผิวเขียวคล้ำ และชายหนุ่มร่างเล็กผู้หนึ่งที่นั่งอยู่บนหลังมังกรตัวนั้น ชายหนุ่มมีผมสีเหลืองอมเขียวที่ถูกแต้มเจลอย่างหนา นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมทรงผมเขาถึงยังอยู่ทรงได้แม้ลมพัดแรง

“ข้ามาปราบท่าน(อีกรอบ)แล้ว ท่านเอลีท!” เจ้าชายไทระประกาศกร้าวด้วยท่าทางมั่นใจสุดกู่
“คราวนี้ข้าชนะท่านแน่นอน!”

“หืม? เจ้าไปเอาความมั่นใจขนาดนี้มาจากไหนกัน?” ชายหนุ่มเอลีทพูดด้วยสีหน้าที่ไม่เชื่อ
“เหอะ! ต่อให้สู้กันอีกสักร้อยรอบเจ้าก็ต่อกรข้าไม่ได้อยู่ดี!!”

“ข้าไม่ได้มาตัวคนเดียวแบบเมื่อกี้แล้วเสียหน่อย ข้าพาสหายอีกสองคนมาด้วย!” เจ้าชายไทระผายมือไปทางสุภะกับยูที่ยืนด้านหลัง ชายนามเอลีทจึงหันไปมอง

“งั้นข้าขอทดสอบฝีมือหน่อยละกัน”

ว่าแล้วชายหนุ่มเอลีทก็สั่งการให้เจ้ามังกรพุ่งตรงมาที่คนทั้งสามทันที เจ้าชายไทระตะโกนบอกให้ยูและสุภะหยิบส้อมศักดิ์สิทธิ์ออกมาจัดการมัน สุภะพยายามควานหาส้อมในกระเป๋ากางเกง แต่ไม่เจอ คงจะหล่นหายระหว่างเดินทาง แต่สำหรับยู เขาถือมันไว้อยู่แล้วเพราะไม่รู้จะเก็บไว้ไหน ยูรีบชูส้อมขึ้น ก่อนที่เจ้ามังกรตัวใหญ่จะเข้ามาใกล้



เจ้ามังกรได้เห็นส้อมก็ถึงกับตกใจกลัว มันคำรามเสียงดังและสะบัดตัวอย่างแรง

‘ตุบ!’

ส่งผลให้ชายหนุ่มเอลีทตกหัวทิ่มลงมาจากหลังมังกร เขาร้องโอดโอยพลางลูบทรงผมสุดรักสุดหวงอย่างกลัวว่าจะเป็นอะไรไป เขาทำท่าจะโวยใส่เจ้ามังกรที่ไม่รักดี แต่ทว่ามันบินหนีหายไปก่อนเสียแล้ว

“หน็อย! เจ้ามังกรบ้า!” เขาสบถออกมาด้วยความคับแค้นใจ “ข้าอดได้คุกกี้วิเศษก็เพราะแกเลย!”

“คุณเอลีทเอาคุกกี้ไปทำไมเหรอครับ..” สุภะอดสงสัยไม่ได้จึงถาม

เพราะอีกฝ่ายก็ดูปกติดีนี่...

“ข้าอยากตัวสูงมากกว่านี้น่ะสิ!!”
“ชีวิตข้าช่างอับเฉายิ่งนัก! มีแต่คนล้อว่าข้าขาสั้น! พวกเจ้าไม่รู้หรอกว่ามันน่าเจ็บใจแค่ไหน!!!”

เจ้าชายไทระที่ยืนฟังอยู่ด้วยถึงกับต้องปิดปากกลั้นหัวเราะ ยูหันไปมองเจ้าชายไทระแบบงงๆ ว่าอีกฝ่ายกำลังขำอะไร


ชายหนุ่มเอลีทลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เขาตบฝุ่นที่กางเกงอีกเล็กน้อย แล้วมองไปทางเจ้าชายไทระด้วยสายตาที่ไม่ยอมแพ้

“ฝากไว้ก่อนเถอะ ข้าจะมาแก้แค้นพวกเจ้าแน่นอน!!!”

เขาพูดทิ้งท้ายไว้แค่นั้น ก่อนจะวิ่งหนีไปทางด้านหลังของหอคอย และหายไปในทันที…



หลังจากนั้นก็ได้เวลาที่เจ้าชายไทระต้องไปพาตัวเจ้าหญิงผอ.ลงมาจากหอคอยแล้ว! เขาเงยหน้ามองหอคอยสูงพลางเหงื่อตก เจ้าชายไทระพยายามที่จะปีนหอคอยขึ้นไป แต่ไม่ได้ผลเลยเพราะเขาร่วงลงมา เขาเลยตะโกนบอกเจ้าหญิงไปว่า..

“เจ้าหญิงผอ.! โยนผมเปียมาให้ข้าด้วยเถิด!”

ถึงจะงงๆ ว่าเจ้าชายไทระต้องการผมเปียไปทำไม แต่เจ้าหญิงผอ.ก็โยน(วิก)ผมไปให้..

“เอ่อ..เจ้าหญิง..โยนมาทั้งยวงแบบนี้ข้าก็ปีนขึ้นหอคอยไม่ได้น่ะสิ” เจ้าชายไทระว่าพลางหยิบวิกผมขึ้นมา
“แล้วก็ไม่บอก ตรงนั้นมีบันได!” เจ้าหญิงผอ.ตะโกนบอกพลางชี้ไปที่ประตูหลังหอคอย พาให้คนที่เหลือมองหน้ากันด้วยความสงสัยว่ามีบันไดแล้วทำไมเจ้าหญิงถึงไม่ลงมาเอง?

“งะ..งั้นรอแป๊บนะ ข้าจะขึ้นไปหาท่านเดี๋ยวนี้” เจ้าชายไทระตั้งสติใหม่และตะโกนบอกเจ้าหญิงอีกครั้ง แล้วจึงวิ่งไปที่ประตู พ่วงท้ายด้วยสุภะที่เดินตามไปติดๆ พวกเขาเดินขึ้นบันไดวนอย่างเหน็ดเหนื่อย เมื่อถึงยอดหอคอย เจ้าชายไทระเปิดประตูห้องเข้าไป เจ้าหญิงผอ.ก็กระโดดเข้าโผกอดอย่างยินดี

“ขอบคุณที่มาช่วยข้า ท่านช่างกล้าหาญยิ่งนัก! ข้าจะให้รางวัลท่าน” ไม่พูดเปล่า นางโน้มตัวไปหอมแก้มซ้ายขวาของเจ้าชาย

“เดี๋ยวก่อนเจ้าหญิง โปรดใจเย็น” เจ้าชายไทระพยายามดันตัวหญิงสาวออก ก่อนที่อะไรจะเลยเถิดไปมากกว่านี้

“ความดีความชอบทั้งหมดนั้นคงยกให้ข้าผู้เดียวเห็นจะไม่ได้ หากปราศจากสหายทั้งสองด้านนี้ ข้าคงช่วยท่านได้ไม่สำเร็จ” เจ้าชายพูดและผายมือมาทาง สุภะกับยู “พวกเขาเองก็สมควรได้รับรางวัล”

“จริงสินะ เมื่อครู่พวกท่านเองก็ได้ร่วมต่อสู้กับมังกรร้าย มามะ ข้าจะให้รางวัล♥️♥️

“เอ๊ะ เรื่องนั้น” สุภะรีบเบี่ยงตัวหลบเจ้าหญิงผอ. เขารู้สึกกระอักกระอ่วนนิดหน่อย ถ้ารางวัลคือการโดนหอมแก้มเหมือนเจ้าชายไทระ

“ถ้าไม่เป็นการรบกวนเจ้าหญิง รางวัลของพวกเราขอเป็นคุกกี้ได้ไหมครับ?”

“จะให้เต้นคุกกี้ให้ดูเหรอ? ได้สิ” เจ้าหญิงง้างมือตั้งท่าเต้น ยูก็ขยับกายตามไปเรียบร้อยทั้งยังส่งเสียงโอนิกิริ๊~ แจ้วๆ ไปด้วย

“ไม่ใช่ครับ หมายถึงคุกกี้ถั่วของเจ้าหญิง”
“คุกกี้ถั่ววิเศษที่ทำให้ตัวใหญ่”

“อ๋อ~ ได้เลย ขอข้าหาก่อนนะ ไม่รู้ว่าเก็บไว้ไหน” เจ้าหญิงผอ.เดินไปที่หีบข้างเตียงและเริ่มรื้อทรัพย์สินของตัวเองออกมา นางคลำหาสักพักก็เจอถุงคุกกี้ดังกล่าว

“ข้าก็อบไว้นานมากแล้วอะน้า ไม่รู้ว่าเสียรึยัง ยังไงก็ลองชิมๆ ดูก่อน” เจ้าหญิงผอ.พูดด้วยน้ำเสียงเอียงอาย และหยิบยื่นส่งให้สุภะ

สุภะรับถุงคุกกี้ห่อสีชมพูหวานแหววผูกด้วยโบว์ใหญ่สีเดียวกันมาแกะออกดู เขาหยิบคุกกี้รูปหัวใจขึ้นมาชิ้นหนึ่งหักและส่งให้ยู

“กิน..อันนี้แล้วตัวจะโตขึ้นเหรอครับ” ยูถามอย่างสงสัยขณะรับคุกกี้มา

“ไม่ลองก็ไม่รู้” สุภะพยักหน้าตอบ เขาวางยูลงบนพื้น

ทั้งสุภะ เจ้าชายไทระ เจ้าหญิงผอ. ต่างยืนมองดูยูที่กำลังยัดเข้าปากไป เขาเคี้ยวกรวบๆ เพียงแป๊บเดียวก็กลืนลงคอ



“เป็นไง..” เจ้าชายไทระถามขึ้นด้วยน้ำเสียงลุ้นระทึก

ยูนิ่งเงียบคิด คุกกี้มีถั่วบดผสมลงไปมากเกินไป รสชาติจืดชืด ออกจะเค็มๆ

“ไม่..”
“ไม่อร่อยเท่าไรครับ”

“หมายถึงว่า ร่างกายรู้สึกยังไงบ้าง?” เจ้าชายไทระอธิบายเพิ่ม

“รู้สึกปั่นป่วนท้องหรือ รู้สึกว่าร่างยืดขึ้นไหม?” เจ้าหญิงผอ.ถามเสริม

ยูยังไม่ทันได้ตอบว่าตัวเองสบายดีร่างกายก็เริ่มรู้สึกหวิวโหวง จู่ๆ ทิวทัศน์รอบตัวเขาก็เปลี่ยนไป จากตอนแรกที่เขาต้องเงยหน้ามอง ตอนนี้ทุกอย่างเริ่มอยู่ในระดับสายตาของเขาพอดี

“ตัวโตขึ้นแล้ว!”  เจ้าชายไทระพูดอย่างตื่นเต้น

“เอ๊ะ..” สุภะอุทานขึ้น ยูโตตัวเท่าเขาแล้ว แต่ร่างกายก็ยังไม่หยุดขยาย ยังคงสูงขึ้น สูงขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นพวกเขาสามคนที่เงยหน้ามองยูแทน จนสูงเกือบเท่าภูเขาลูกข้างๆ ถึงหยุด

“ทุกคน..ตัวเล็กจัง” ยูทัก

ทุกคนมองอย่างตกตะลึง เจ้าหญิงผอ.ยิ้มแหยๆ แล้วพูดพึมพำว่า “อุ้ย..สงสัยใส่ถั่วเยอะไปหน่อย..”

“ทะ..ทำไงดีเนี่ย” สุภะคิดอย่างหนักใจ

“จริงสิ! มีเจ้าหญิงองค์นึงที่ช่วยได้ นางมีคุกกี้วิเศษที่ทำให้ตัวเล็กลง” เจ้าชายไทระเสนอขึ้น แล้วเสียงตอนท้ายก็เบาลง “แต่ต้องไปช่วยนางจากราชินีใจร้ายก่อนอะนะ..”

“ไม่จริงน่า..” สุภะลืมตาแล้วลุกพรวด “เอ๋..?”

แต่ภาพที่เห็นกลับกลายเป็นกำแพงห้องนอนและหน้าต่าง ไม่ใช่พื้นป่าที่เขายืนอยู่เมื่อครู่ เขามองทุกอย่างรอบตัวงงๆ สุภะหันไปดูนาฬิกา เพิ่งตีห้าสิบนาทีเท่านั้น ทั้งหมดจนถึงเมื่อกี้คือฝัน? แต่เมื่อเหลือบมองไปเตียงข้างๆ กลับไม่พบรูมเมทเขานอนอยู่

สุภะลุกขึ้นเดินไปเลิกผ้าคลุมเตียงด้วยใจลุ้นระทึก กลัวเหลือเกินว่าจะเจอรุ่นน้องในสภาพตัวจิ๋ว แต่ก็ไม่พบใครอยู่ จึงลองส่งเสียงเรียกดู

“ยู? อยู่ไหม?”

“อยู่ครับ” ยูได้ยินเสียงเรียกชื่อตนจึงชะโงกหน้าเข้ามาทางประตูห้องนอน ส่งเสียงงุมงับ ขณะพูดไปก็เคี้ยวขนมไปด้วย

“กินอะไรอยู่เหรอ?”

“คุกกี้ครับ ยูเจอในตู้” ยูชูคุกกี้รูปหัวใจที่กัดไปแล้วครึ่งชิ้นให้สุภะดู “กินไหมครับ? รสถั่ว..แต่ไม่อร่อย” เขาพูดพลางยื่นถุงคุกกี้สีชมพูหวานแหววส่งให้

“หยุดกินก่อน..ขอดูถุงหน่อย” สุภะรู้สึกคุ้นเคยกับถุงคุกกี้อย่างบอกไม่ถูก ยังไม่ทันที่จะได้ยื่นมือไปรับถุงขนม เขาก็ได้ยินเสียงยูพึมพำกับตัวเอง

“เอ๋..ทำไมรู้สึกแปลกๆ”

“!!!"

ตัวของยูขยายใหญ่ขึ้นอีกครั้ง เขาตัวใหญ่ขึ้นจนทะลุเพดานห้องและมีทีท่าว่าจะขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ใหญ่กว่าในฝันเมื่อกี้เสียอีก... สุภะเงยหน้ามองยูที่บัดนี้เห็นแค่ขา พลางได้ยินเสียงกรีดร้องของเด็กผู้หญิงดังระงมจากชั้นบน

นี่มันอะไรอีกล่ะเนี่ย!

เมื่อเขาเดินออกไปนอกห้องพัก สิ่งที่เห็นก็คือความโกลาหล กำแพงแตกเป็นรอยร้าวหลายจุด ตามทางมีเศษปูนหล่นเกลื่อนกลาด สุภะไม่รู้จะทำไงเลยได้แต่ร้องเรียกชื่อยู หากแต่ยูไม่ตอบเขา

ไม่ทันไรพื้นทางเดินก็แตกเป็นเสี่ยงๆ พร้อมกับร่างของเขาที่ร่วงลงสู่หลุมดำขนาดใหญ่เบื้องล่าง!


“ยู!!”
สุภะลุกพรวดขึ้นมาอีกครั้ง แล้วก็พบว่าตัวเองกำลังอยู่บนเตียง สภาพรอบข้างยังคงปกติดี…

ฝันซ้อนฝัน?

“..ครับ?” ยูที่อยู่เตียงอีกฝั่งได้ยินรูมเมทเรียกก็ขานรับกลับไป ขณะนั้นก็เคี้ยวขนมกรุบกรอบไปด้วย หากแต่ไม่ใช่คุกกี้รูปหัวใจนั่นแล้ว

สุภะหันไปมองยู ยูตอนนี้ก็ปกติดี ไม่ได้ตัวเล็กหรือตัวใหญ่อย่างที่เห็นในฝัน นี่เขากลับมาสู่โลกความจริงแล้วใช่ไหม? แต่ยังไงก็ยังไม่แน่ใจอยู่ดีจนต้องเข้าไปแตะๆ คลำๆ ตามตัวยูอย่างถือวิสาสะ

“พี่สุภะ..ทำอะไรเหรอครับ?” ยูไม่ค่อยเข้าใจการกระทำของอีกฝ่ายเท่าไร เลยมองฉงน

“ผมฝันเห็นยู…” สุภะพูดขึ้น หลังจากปล่อยยูเป็นอิสระ

“อ๊ะ ยู..ก็ฝันเหมือนกันครับ”

“เอ๊ะ..”

“ยูฝันว่ายูตัวเล็กเท่ามือ แล้วยูกับพี่สุภะก็ไปเจอแม่มดเซย์ เราหนีจากบ้านขนมไปเจอเจ้าชายไทระ เราได้ส้อมจากพี่ภูมิและไปช่วยเจ้าหญิงผอ.ที่หอคอย พอปราบคุณเอลีทกับมังกรได้ เจ้าหญิงก็ให้คุกกี้ที่ทำให้ตัวสูง แต่ยูตัวสูงเกินไปแล้วยูก็สะดุ้งตื่น..”

“ผมก็ฝันแบบยูเลย…”

หลังจากได้ฟังยูก็หันมามองสุภะด้วยความแปลกใจหน่อยๆ ยังได้รู้จากยูอีกว่ายูเองก็ฝันเห็นตัวเองกินคุกกี้รูปหัวใจอันนั้นอีกรอบจนตัวใหญ่ทะลุอาคารหอพัก และถูกหลุมดำดูดไปเหมือนกัน ซึ่งมันบังเอิญมาก ที่พวกเขาจะฝันเรื่องเดียวกัน ฝันซ้อนฝันเหมือนกันแถมยังเป็นคืนเดียวกัน นี่มันน่าตกใจกว่าในฝันอีกนะเนี่ย…


หลังจากนั้นเรื่องฝันที่ยูตัวเล็กก็กลายเป็นเรื่องที่พวกเขาพูดคุยกันตลอดทั้งวัน
แล้วพวกเขาควรเรียกฝันนี้ว่าอะไรดี...จะเรียกว่าฝันที่บังเอิญหรือจงใจให้เกิดพร้อมกันดีล่ะเนี่ย?


รางวัลสำหรับคู่ที่ทำภารกิจได้เพอร์เฟ็คและน่าอัศจรรย์มาก 100%

  MASTER TRIANGLE STAMP
ตราประทับระดับสูงสุดในหมวดภารกิจรูมเมทและภารกิจพิเศษ มีลักษณะเป็นสามเหลี่ยมทองคำแท้ มีมูลค่า +200 Grade Exp. จะได้รับเมื่อปฎิบัติภารกิจได้เพอร์เฟ็คเป็นที่น่าประทับใจแก่ผู้อำนวยการโรงเรียน

  +10 STAR PIECE
ชิ้นส่วนดวงดาวที่ใช้สะสมรวมกันในขวดโหล สามารถนำไปแลกเป็นของรางวัลกับทางโรงเรียนได้

avatar
ประธานนักเรียน
ประธานนักเรียน
INFO.Taira Payakaroon
นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 6
-4% Grade Exp. | สามารถจัดกิจกรรมเสริมได้อย่างอิสระ 1 ครั้ง/เดือน

Star Piece469
CHIPS+18 M 789 K 407



PASSPORT
[ VISA ]:

[ Grade Exp. ]:
3310/3333  (3310/3333)
[ EVENT ]:
+1 WATER BUCKET
ดูข้อมูลส่วนตัว

Re: ROOMMATE 11 : 10 CM

on Sat 31 Mar 2018, 23:33
Wish Note - 10 CM:


     “สนุกจังเลยครับ”

      “ใช่ไหมฮะ ผมก็ชอบมากเลย”

      ภูมิกับผมนั่งคุยกันหลังจากที่ดูหนังภาคคนแสดงเรื่อง ‘Death Note' สมุดโน้ตกระชากวิญญาณ’ เวอร์ชั่นเมื่อสิบปีก่อนที่ยืมมาจากหม่าม้า ยืมมาทั้งหมดสามภาค ผมเลยชวนภูมิมานั่งดูด้วยกัน เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมกับภูมิมีนัดเล่นบาสกระชับมิตรกับเพื่อน วันนี้เลยดูยาวเลย ไม่งั้นเดี๋ยวไม่ได้ดูอีก

      “ถ้ามีสมุดแบบนั้นก็สุดยอดไปครับ” ภูมิยังคุยต่อ “แต่คงอันตรายน่าดู”

      “นั่นสิฮะ” ผมเห็นด้วยกับภูมิพลางนึกถึงเรื่องราวในหนังที่พระเอกใช้สมุดนั่นฆ่าคน เนื้อเรื่องก็ประมาณว่าพระเอกได้สมุดเล่มหนึ่งมาจากยมทูต ถ้าเขียนชื่อใครลงสมุด คนที่ถูกเขียนชื่อก็จะตายตามวิธีที่เขียนลงไป ( แต่ถ้าไม่เขียนว่าตายยังไง ก็จะหัวใจวายตาย ) แต่เงื่อนไขคือคนเขียนต้องเคยเห็นหน้าและรู้ชื่อนามสกุลจริงของคนที่จะเขียน เพราะอย่างนี้มันเลยเป็นไอเทมที่ค่อนข้างอันตรายพอควรเลย

      ถ้ามีเดธโน้ตในโลกความจริง ก็อยากให้เป็น ‘Date Note สมุดโน้ตกระชากหัวใจเธอ’ มากกว่า ตั้งชื่อได้เลี่ยนชะมัดเลยแฮะ ฮ่า!

      ผมขำความไร้สาระของตัวเองแล้วก็เห็นภูมิลุกขึ้นไปเดินหาอะไรสักอย่าง สักพักเขาก็หันมาถามผม “ไทระมีสมุดไหมครับ”

      “สมุดเหรอฮะ เอาไปทำอะไรเหรอ”

      “อยากลองเอามาเขียนแบบในหนังครับ”

      “เอ๊ะ?”

      “เราลองเขียนกันไหมครับ อย่างพรุ่งนี้จะตั้งใจเรียน หรือไม่ก็ขอกินไก่เคเอฟซี”

      ผมเห็นภูมิออกไอเดียแล้วก็ชอบมากเลย ถึงจะไม่มีสมุดแบบในหนังแต่เราก็ทำสมุดขึ้นมาเองเพื่อให้เราตั้งใจทำอะไรบางอย่างให้สมหวังได้ มันกู๊ดไอเดียมากๆ “ภูมิสุดยอดเลยฮะ น่าสนุกจัง”

      “ใช่ไหมๆ ครับ แต่ผมไม่มีสมุดที่ไม่ใช้เลยนี่สิ”

      “อืม...อ๊ะ! ผมมีอยู่เล่มนึงฮะ ป๊าแม็กซ์เคยให้ไว้” ผมเดินไปเปิดลิ้นชักแล้วหยิบสมุดปกสีดำขึ้นมา หน้าปกมีคำว่า ‘Wish Note’ เขียนไว้ตรงกลาง “ใช้เล่มนี้ไหมฮะ ชื่อสมุดเข้ากันพอดี”

      “จริงด้วยครับ”

      “งั้นเรามาลองเขียนกันเถอะครับ”

      แล้วผมกับภูมิก็ช่วยกันเขียนอะไรตั้งหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น...

      ‘พรุ่งนี้จะฝึกวิ่ง จะได้วิ่งเร็วขึ้น’

      ‘อยากกินขนมฝีมือม๊าจิณณ์เยอะๆ’

      ‘ไม่อยากโดนเรียกคาบเลข’

      ‘ขอให้เจอส้อมสวยๆ’

      ‘อยากมีซิกแพ็คเหมือนครูไอน์'


      แล้วก็อะไรต่อมิอะไรอีกเยอะแยะ ส่วนใหญ่ก็เป็นความหวังเล็กๆ แสนธรรมดาของพวกเรา ภูมิเลยเสนอไอเดียอีกว่าลองเขียนที่มันแฟนตาซีมหัศจรรย์สักหน่อยดีไหม ถึงจะรู้ว่ามันไม่มีทางเป็นจริง แต่ก็อยากเขียนเพื่อความสนุก ผมเห็นด้วยก็เลยเขียนบ้าง

      ‘อยากลองตัวเล็กจิ๋วสักหนึ่งวัน จะได้นอนกอดส้อมได้’ นี่คือข้อความที่ภูมิเขียน

      ‘ขอให้ระยะห่างระหว่างไทระกับฌิสุธาลดน้อยลงสักหน่อยก็ยังดี’ ส่วนนี่ข้อความของผม

      พอเห็นผมเขียนอย่างนั้นภูมิก็หันมามองหน้าผม เขากะพริบตาปริบก่อนจะยิ้มน้อยๆ “นั่นถือว่ามหัศจรรย์แล้วเหรอครับ”

      “เอ่อ…”

      “อืม...สำหรับไทระคงใช่มั้ง ก็เห็นแอบมองคุณฌิตลอดเลยนี่นา”

      โดนแซวอย่างนี้ผมก็เขินแย่สิ ไม่รู้จะแถยังไงผมเลยได้แต่ยิ้มอย่างอายๆ ตอนแรกก็ไม่รู้หรอกว่าตัวเองชอบเธอ แต่พักนี้ผมคิดว่าอยากรู้จักและเข้าใกล้เธอมากขึ้น แต่มันก็ยากชะมัด เพราะงี้การได้ลดระยะห่างระหว่างเราถึงเป็นเรื่องที่ยากและมหัศจรรย์สำหรับผม

      แล้วก็หวังว่ามันจะเป็นจริงในสักวันนะ




++++++++++++++++++++++++++++++





     เช้าวันอาทิตย์

     งึมงำ~
      ผมพลิกตัวไปมาอยู่แป๊บหนึ่งก่อนจะควานหามือถือที่มักไว้หัวเตียง กดดูเวลาตอนนี้แปดโมงครึ่งแล้ว เมื่อคืนผมกับภูมิเขียน Wish Note กันจนดึกพอสมควร เช้านี้เลยตื่นสายกว่าปกติเลยแฮะ

      วันนี้มีนัดเล่นบาสตอนสิบโมงสินะ โอเคยังเตรียมตัวทัน

      ผมนอนกลิ้งอีกแป๊บหนึ่งแล้วค่อยลุกขึ้นนั่งบนเตียง หันไปทางเตียงของรูมเมทก็ไม่เห็นร่างของภูมิ เห็นเพียงแค่ผ้าห่มที่ยังไม่ได้พับ เอ๋...ปกติภูมิจะเก็บที่นอนเรียบร้อยมากเลยนะ ทำไมวันนี้ถึงทิ้งไว้อย่างนี้หว่า หรือรีบไปอาบน้ำ

      มองจากตรงนี้ไม่เห็นห้องน้ำซะด้วยสิ เอาเถอะ งั้นผมเก็บให้ภูมิแล้วกัน

      ผมลุกจากเตียงแล้วเดินหาววอดๆ ไปยืนข้างเตียงของรูมเมท จากนั้นก็เอื้อมไปหยิบผ้าห่มขึ้นมาสะบัด เพียงแค่สะบัดครั้งเดียวก็เหมือนมีอะไรบินออกมาจากผ้าห่ม เฉี่ยวแก้มผมไป

      “...”

      ผมนี่อึ้งอยู่สามวินาทีเลยครับ!

      อะไรบินผ่านไป หรือว่าเป็นแมลง? ประตูหน้าต่างก็ปิดสนิทนี่นา ไม่น่ามีแมลงเข้ามาได้มั้ง ผมขมวดคิ้วมุ่นก่อนจะค่อยๆ หันไปทางที่แมลง ( ? ) บินไป พอหันไปเท่านั้นแหละ ถึงได้รู้มันนั่นไม่ใช่แมลง แต่เป็น…

      ภูมิ!

      ใช่! ผมดูไม่ผิด นั่นภูมิจริงๆ ภูมิที่ตัวหดเล็กลงเหลือแค่สิบเซ็นเห็นจะได้มั้ง!

      จากที่อึ้งอยู่แล้วผมยิ่งอึ้งหนัก ตอนนี้ภูมิจิ๋วกำลังหน้าทิ่มลงบนหมอนที่เตียงของผม ( สงสัยจะถูกเหวี่ยงตอนสะบัดผ้าห่ม ) โชคดีจริงๆ ที่ภูมิไปตกลงตรงที่นุ่มๆ ถ้าลงพื้นนี่ไม่รู้จะเจ็บขนาดไหน

      ภูมิจิ๋วขยับตัวแล้วกำลังจะพลิกตัว ผมพอที่จะได้สติแล้วเลยรีบไปจับภูมิไว้เพื่อไม่ให้หันมา

      “อย่าเพิ่งลุกฮะ!”

      “...”

      “ภูมิโป๊อยู่!”

      เพราะร่างกายที่เล็กลงมากแต่เสื้อผ้าที่ใส่อยู่ไม่ได้เล็กตามลงมาด้วย ตอนนี้ภูมิเลยล่อนจ้อน เหมือนภูมิจะเข้าใจสถานการณ์ เขาเลยยอมอยู่นิ่งๆ ผมหันซ้ายหันขวาแล้วก็เห็นพวงกุณแจตุ๊กตาหมีใส่ชุดนักบาสเก็ตบอลที่ป๊ะป๋าซื้อให้ ดูจากขนาดแล้วคงประมาณสิบเซ็นได้มั้ง ขนาดพอๆ กับภูมิจิ๋วเลย
ผมเลยรีบไปลองถอดชุดจากตุ๊กตาหมีตัวนั้นแล้วก็โชคดีที่มันถอดชุดได้ ผมเลยเอาชุดมาให้ภูมิใส่ พอภูมิใส่เสร็จ ภูมิก็กระโดดมาเกาะมือผมทันที

      อา...ผ้าปิดตาก็ไม่ได้เล็กลง ผมเลยเห็นตาอีกข้างที่ภูมิปิดไว้ตลอด

      “ทำไงดีครับ อยู่ๆ ผมก็ตัวเล็กลง”

      ผมพยายามอ่านปากเล็กๆ ของภูมิ ค่อนข้างอ่านยากเลยแหละ เวลาอ่านเลยต้องยื่นหน้าเข้าไปใกล้มากๆ

      “เกิดอะไรขึ้นกันแน่” ภูมิแสดงสีหน้าวิตกมาก เป็นผม ผมก็คงกังวลไม่แพ้กันหรอก อยู่ๆ ก็ตัวเล็กแบบนี้…

      “เอ๊ะ?” ผมเผลออุทานภูมิเลยเอียงคอมองอย่างสงสัย “หรือเป็นเพราะวิชโน้ตฮะ”

      “เอ๋?”

      “ภูมิเขียนว่าอยากตัวเล็กไม่ใช่เหรอ”

      “ตะ...แต่นั่นสมุดธรรมดานี่ครับ เอ่อ...มันธรรมดาใช่ไหม”

      ผมกับภูมิมองหน้ากันอย่างเข้าใจความหมาย จริงอยู่ว่าป๊าแม็กเวลซื้อมาฝาก แต่ว่าป๊าซื้อมาจากที่ไหน ใครเป็นคนขายให้ป๊ากันล่ะ? แล้วมันใช่สมุดธรรมดาแน่เหรอ?

      พวกเรานิ่งกันอยู่หลายวินาทีเลยแหละ ผมเลยลองเสนอไอเดียดู “เราลองไปถามป๊ากันไหมฮะ”

      “ก็ดีนะครับ แต่คงต้องไปหลังจากแข่งบาสเสร็จ ไม่งั้นถ้าอยู่ๆ เราหายไปทั้งคู่ ต้องมีคนสงสัยแน่”

      “นั่นสิฮะ”

      ผมรู้ดีว่าที่ควิ้นท์น่ะปลอดภัยอาจจะเล่าเรื่องที่ภูมิตัวหดลงให้คนอื่นฟังได้ แต่ถ้าเล่าไปแล้วต้องแตกตื่นกันแน่ ทั้งผมทั้งภูมิก็ไม่อยากให้เกิดเรื่องวุ่นวายหรอก

      “งั้นเราเตรียมตัวไปแข่งบาสกันดีกว่าครับ”

      “โอเคฮะ”

      ผมเดินไปหยิบถ้วยกระดาษใบที่เคยซื้อไว้ใช้ตอนเรียนศิลปะแล้วเอามันมาตัดให้เหลือแค่ครึ่งแก้ว จากนั้นก็เทน้ำ เตรียมไว้ให้ภูมิใช้อาบ แล้วผมก็รีบไปอาบน้ำเตรียมตัวบ้าง ใช้เวลาไม่นาน เราทั้งคู่ก็พร้อม ภูมิอยู่ในชุดบาส ( ของน้องหมี ) เหมือนเดิมแต่สีหน้าดูสดชื่นขึ้น ส่วนผมก็อยู่ในชุดบาสเหมือนกันแต่ใส่เสื้อวอร์มทับไว้อีกที

      “งั้นไปกันเถอะฮะ”

      “ครับ”

      รีบไปแข่งให้จบแล้วรีบไปหาป๊าแม็กเวลดีกว่า ภูมิจะได้กลับเป็นปกติเร็วๆ อืม!




++++++++++++++++++++++++++++++




      บริเวณใกล้สนามบาสเก็ตบอล

      เพื่อไม่ให้ใครเห็น ผมเลยจับภูมิใส่กระเป๋าเป้แล้วเปิดซิปไว้นิดหนึ่งเพื่อให้ภูมิหายใจได้ ตอนนี้ผมเดินใกล้ถึงสนามบาสเก็ตบอลแล้ว กำลังจะเดินเข้าสนามแต่สายตาดันเหลือบไปเห็นใครบางคนกำลังเดินออกมาจากอาคารพยาบาล

      นั่นมันฌิสุธานี่นา...แถมสีหน้าเธอดูไม่ดีเลย เป็นอะไรหรือเปล่านะ

      “ไม่สบายเหรอฮะ”

      ร่างกายผมนี่โคตรไวกว่าสมองเลย ผมเผลอรีบวิ่งมาอยู่ตรงหน้าฌิสุธาแล้วถามด้วยความเป็นห่วงทันที เธอสะดุ้งด้วยความกลัวแต่ก็พยายามระงับไว้ จากที่รู้จักกันมาผมสังเกตว่าเธอมักจะไม่ชอบเข้าใกล้ผู้ชาย ออกไปทางกลัวด้วยซ้ำ ไม่รู้ว่านี่เป็นโรคที่ทำให้เธอต้องมาอยู่ที่ควิ้นท์หรือเปล่า ( ก็คนที่เรียนที่ควิ้นท์ ปกติกันซะที่ไหนล่ะ ขนาดอาจารย์ฝ่ายปกครองยังไม่ปกติเลย เอ่อ...ช่างเถอะฮะ พูดต่อเดี๋ยวผมโดนอุ้ม… )

      ทั้งที่รู้ว่าเธอกลัวผู้ชายแต่ก็ยังเข้าใกล้เธออีกนะ จะให้ทำยังไงล่ะ ก็คนมันห่วงอ่ะ ฮือออ

      ฌิสุธายืนนิ่งอยู่แป๊บหนึ่งก่อนที่เธอจะส่ายหน้าน้อยๆ

      “งั้นไม่ได้ไม่สบายใช่ไหม” ผมก้มลงมองเธอเล็กน้อยแต่ก็พยายามรักษาระยะห่างเอาไว้ แล้วเธอก็พยักหน้ารับ “ถ้างั้นก็ดีแล้วฮะ งั้นเราไปก่อนนะ”

      “...จ้ะ”

      ผมยิ้มให้เธอซึ่งไม่รู้ว่าเธอเห็นไหม ผมน่ะเป็นพวกมองสีหน้าคนเก่งนะเลยพอรู้ว่าเวลาคุยกันเธอไม่ได้มองหน้าผมตรงๆ หรอก อาจจะมองอย่างอื่นแทน อย่างต่างหูอะไรแบบนี้

      เอาเถอะ แค่ได้คุยกับเธอแค่นี้ วันนี้ผมก็ฟินแล้ว~

      ผมโบกมือให้เธออีกครั้งแล้วเตรียมจะเดินออกไป แต่ว่า…

      พรึ่บ!
      ภูมิดันโผล่ออกมาจากกระเป๋าเป้ แล้วโผล่แบบที่ว่าฌิสุธาเห็นเต็มๆ เลย!

      ภูมิทำท่าหอบหนักเหมือนต้องการสูดอากาศเข้าเต็มปอด สงสัยผมจะเปิดซิปน้อยไป ภูมิเลยหายใจไม่ค่อยออก แต่ว่านะภูมิ...ตอนนี้ความลับแตกแล้ว! ทั้งภูมิทั้งฌิสุธาจะตกใจไหมเนี่ย!

      ผมรีบหันไปมองฌิสุธาก็เห็นว่าฝ่ายนั้นกำลังจ้องภูมิเขม็งเลย เธอทำหน้าอึ้งอยู่สักพักแล้วตอนนั้นกระเป๋าเสื้อของเธอก็ขยุกขยิกก่อนที่จะมีสิ่งมีชีวิตสิ่งหนึ่งค่อยๆ โผล่ออกมา

      เฮ้ย! นั่นมัน…

      “เซย์!”

      ใช่ นั่นเซย์! เซย์ที่ตัวหดลงเท่าภูมิ!

      เราสี่คนต่างอึ้งไม่แพ้กัน ก่อนที่ผมจะ…

      “ขอคุยด้วยหน่อยได้ไหมฮะ!” ขอฌิสุธาออกไปแบบนั้น บอกแล้วว่าร่างกายมันเร็วกว่าสมอง คืออยากรู้อยากถามปากมันก็ขยับเลย โชคดีที่อีกฝ่ายก็ทำท่าสงสัยไม่แพ้กัน ฌิสุธากับเซย์มองหน้ากันแล้วทั้งคู่ก็พยักหน้ารับ

      หลังจากนั้นผมก็ขอให้ฌิสุธากับเซย์มานั่งคุยกันที่สนามบาสเก็ตบอล ที่จริงผมอยากคุยที่อื่นอยู่หรอกเพราะที่นี่ผู้ชายเยอะ แต่ถ้าไปคุยที่อื่น ผมอาจมาแข่งไม่ทันแล้วมันก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่อีก อาจจะมีเรื่องวุ่นวายไปถึงสองสาวนี่ด้วยก็ได้

      ผมพาฌิสุธากับเซย์จิ๋ว ( ที่อยู่ในกระเป๋าเสื้อ ) มานั่งหลบมุมตรงที่นั่งคนดู ส่วนผมยืนอยู่หน้าเธอ ( ไม่งั้นมองไม่เห็นปากอ่ะ ) แต่ก็ยังพยายามรักษาระยะห่าง

      เหลือเวลาอีกสิบนาทีก่อนจะแข่ง ยังพอมีเวลาคุย นี่ผมขอเพื่อนในทีมปลีกตัวมาน่ะ ส่วนเรื่องภูมิ ผมก็บอกว่าภูมิไม่สบาย ซึ่งเพื่อนๆ ก็ไม่ได้สงสัยอะไร

      “เอ่อ...ทำไมเซย์ถึงตัวเล็กลงเหรอฮะ พอรู้สาเหตุกันไหม”

      ฌิสุธาหันซ้ายขวาแล้วจับเซย์ออกมาจากกระเป๋าก่อนจะวางเธอลงบนตัก คงอยากให้เซย์หายใจได้สะดวก ผมเลยเอาภูมิออกมาจากกระเป๋าเป้บ้าง กะจะถือประคองไว้แต่พอออกมาได้ภูมิก็กระโดดลงไปหาเซย์เลย

      เดี๋ยวก่อนฮะภูมิ! ฌิสุธาเธอกลัวผู้ชาย...ใช่ไหม?

      ฌิสุธาไม่มีทีท่ากลัวภูมิจิ๋วเลย สายตาของเธอที่มองภูมิเหมือนกำลังมองตุ๊กตาน่ารักๆ ตัวหนึ่ง เอิ่ม...จะบาปไหมครับ ถ้าตอนนี้ผมรู้สึกอิจฉาภูมิ…
      พอถึงตัวเซย์ ภูมิก็เข้าไปเล่น ( ? ) กับเซย์ทันที ดูภูมิจะดีใจมากที่เจอเซย์เลยแฮะ เอ๋...หรือว่าภูมิจะ…

      “เราก็ไม่รู้เหมือนกันจ้ะ” ผมเหลือบเห็นฌิสุธาขยับปากเลยหันไปตั้งใจอ่านปากเธอ ปล่อยให้ภูมิกับเซย์เล่นกันก่อน “ตื่นมาเซย์ก็เป็นแบบนี้แล้ว”

      “งั้นเหรอ...เหมือนภูมิเลยฮะ” ผมบอกบ้าง “แต่ว่าก่อนหน้านั้น…”

      แล้วผมก็เล่าเรื่อง Wish Note ให้ฟัง ตอนที่ได้ฟัง ฌิสุธาท่าทางตกใจพอสมควร

      “เอ๊ะ เมื่อคืนเรากับเซย์ก็เขียนจ้ะ สมุดเล่มนั้นคุณพ่อคุณแม่ซื้อมาให้”

      เป็นอีกเรื่องที่น่าตกใจว่าพวกเราเขียนความหวังลงสมุดเหมือนกัน แล้วมันก็เกิดขึ้นจริงเหมือนกัน หรือสมุดสองเล่มนี้จะมาจากที่เดียวกัน?

      “ตอนแรกเราว่าจะเขียนให้เซย์กลับเป็นอย่างเดิม แต่อยู่ๆ ก็หาไม่เจอ แล้วไทระได้ลองเขียนหรือยังจ๊ะ”

      เออใช่! พอโดนถามก็นึกได้เลยว่าตื่นเช้ามาก็ไม่เห็นสมุดแล้วนี่นา อยู่ๆ มันก็หายไปเหมือนกัน

      ผมส่ายหน้าแล้วฌิสุธาคงจะเดาออกว่าเหตุการณ์ทางฝั่งผมคงไม่ต่างจากฝั่งเธอเท่าไหร่ แล้วทีนี้จะทำยังไงให้กลับเป็นแบบเดิมดีนะ

      อืม...เอาวะ! ลองชวนฌิสุธาดูดีกว่า

      “เอ่อ...ถ้าชิสุไม่ว่าอะไร หลังจากนี้เราไปหาวิธีกลับคืนร่างให้เซย์กับภูมิกันไหมฮะ”

      “...”

      “แต่ถ้าไม่สะดวกก็ไม่เป็นไรๆ นะ” ผมรีบบอกทั้งที่ใจจริงอยากให้เธอไปด้วยกันสุดๆ

      ฌิสุธานิ่งอยู่แป๊บหนึ่งแล้วเธอก็ขยับริมฝีปาก “ชิสุ?”

      “...”

      “เรียกเราว่าชิสุเหรอ”

      เออแฮะ! ผมเรียกแบบนั้น เธอนิ่งเพราะตกใจที่ผมเรียกเหรอ! ซวยแล้วไง!

      “ก็…”

      “...?”

      “ก็ชิสุน่ารักเหมือนชิสุอ่ะ! เราเลยเรียกว่าชิสุ!”

      “...”

      “เราชอบชิสุนี่นา เลยอยากเรียกให้น่ารัก น่ารักจริงๆ นะ!”

      สเตตัสของนายไทระ >>> อยากมุดดินหนี!

      ถ้าจะแถก็ช่วยแถให้มันฟังรู้เรื่องได้ไหม ตัวผมเนี่ย ยิ่งแถยิ่งเหมือนสารภาพรักกับเธอเลยอ่ะ แต่เธอน่ารักจริงๆ นะ! ( สมงสมอไปแล้ว ลาก่อน… )

      “อะ...อืม จ้ะ” ฌิสุธาตอบรับพลางแก้มแดงหน่อยๆ “ถ้าไทระชอบ เรียกเราว่าชิสุก็ได้จ้ะ”

      “จริงเหรอ!”

      “จริงจ้ะ”

      นี่ถ้าผมมีหาง ป่านนี้คงส่ายหางระริกด้วยความดีใจแล้ว ดีจังเลย ได้เรียกชื่อเล่นแบบนี้ เหมือนสนิทกันมากขึ้นเลย

      ผมคุยกับชิสุอีกหน่อยก่อนที่จะโดนเพื่อนเรียกไปแข่งบาส สารภาพตามตรงว่าวันนี้ผมตั้งใจแข่งโคตรๆ แบบโคตรของโคตรตั้งใจเลยอ่ะ ก็คนมันอยากจะโชว์เท่นี่นา แถมชิสุยังนั่งคอยด้วย แสดงว่าตกลงที่จะไปหาวิธีคืนร่างให้ภูมิและเซย์ด้วยกัน

      แค่เห็นหน้าเธอผมก็มีกำลังใจแข่งแล้ว ส่วนภูมิกับเซย์ก็แอบอยู่หลังมือของชิสุ ( เธอเอามือขึ้นมาช่วยป้องกันไม่ให้ใครเห็น ) แล้วชูมือไปมาคล้ายกับกำลังเชียร์อยู่ อย่างนี้ผมสู้ตายเลยครับ!





++++++++++++++++++++++++++++++





      แล้วก็หมดเวลาแข่ง

      สุดท้ายแล้วก็การแข่งก็จบลงที่เสมอกัน ถือว่าเป็นการแข่งที่ดีที่ผมตั้งใจเป็นพิเศษ อืม...ไม่สิ มีช่วงหนึ่งที่ผมเผลอคิดเรื่องอื่น ระหว่างพักเบรก ผมเห็นรันเดลเดินผ่านพอดี เลยวิ่งไปทักน้อง เห็นน้องทำหน้าแปลกๆ เลยถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง แต่รันเดลบอกว่าไม่ได้เป็นอะไร ซึ่งก็คงไม่มีอะไรจริงๆ มั้ง

      แต่ที่ติดใจผมคือรันเดลทำสีหน้าเหมือนชิสุกับภูมิที่กังวลเรื่องตัวหดลงเลย หรือรันจะเจอเรื่องแบบเดียวกัน คงไม่มั้ง?

      “งั้นเราจะเริ่มจากตรงไหนดีจ๊ะ” ชิสุถามขึ้นระหว่างที่เดินออกจากสนามบาส ผมยังคงเว้นระยะห่างจากเธอเหมือนเดิม ก็อยากจะไปหาวิธีเดี๋ยวนี้อยู่หรอก แต่ตอนนี้กระเพราะมันประท้วงให้ใส่อาหารลงไปมากเลยอ่ะ ฮือออ

      “เอ่อ เราไปหาอะไรกินกันก่อนได้ไหม”

      ชิสุไม่ได้ว่าอะไรเธอพยักหน้ารับแล้วเราก็เดินไปร้าน La Pastel ด้วยกัน เอาจริงๆ ผมเดินตามหลังมากกว่า เลยไม่รู้ว่าชิสุคุยอะไรกับเซย์และภูมิบ้าง

      ตอนนี้ภูมิเปลี่ยนไปเกาะชิสุแทนแล้วเพราะจะได้อยู่ใกล้ๆ เซย์ ผมชักจะอิจฉาภูมิจริงจังเลยนะ กระซิกๆ

      ไม่นานนักเราก็มาถึงร้าน La Pastel ผมสั่งช็อกโกแลตปั่นให้ตัวเองกับพิ้งก์ฟรุต ( คาดว่าคงเป็นผลไม้สีชมพูหลายๆ อย่างมาปั่นรวมกัน ) ให้ชิสุ แล้วก็เค้ก พอได้น้ำขนมมา ผมก็ยื่นให้ชิสุทันที แต่คงใกล้ไปหน่อย เธอเลยเผลอบอกว่า

      “กะ...ใกล้เกินไปแล้วจ้ะ…”

      ผมนี่รีบเด้งตัวออกทันทีเลยครับ แล้วผมก็เปลี่ยนเรื่อง “เอ่อ...ไปหาที่นั่งกันดีกว่าเนอะ”

      ผมรีบเดินไปนั่งที่โต๊ะใกล้ๆ ชิสุเดินตามมานั่งตรงข้าม ตอนแรกเธอจะจช่วยออกเงินด้วย แต่ผมปฏิเสธ ก็ผมตั้งใจซื้อให้เองนี่นา

      พวกเราลงมือทานกัน ผมแอบประคองภูมิไว้ในมือข้างหนึ่ง ชิสุเองก็แอบประคองเซย์เหมือนกัน แล้วก็ตักเค้กแบ่งให้รูมเมทไซส์จิ๋วกิน ตอนแรกภูมิพลาดหน้าทิ่มลงเค้กเลยครับ ผมเกือบหลุดขำแต่ก็กลั้นเอาไว้ทัน จากนั้นภูมิเลยค่อยๆ ใช้มือเล็กๆ จิ้มเนื้อเค้กไปกิน อร่อยใช่ม้า งั้นกินเยอะๆ เลยน้า

      นั่งกินกันอยู่สักพัก พวกเราก็ไปหาวิธีกลับคืนร่าง อันดับแรกผมไปหาป๊าแม็กเวลที่ห้องม๊าจิณณ์เพื่อถามที่มาที่ไปของสมุด ( ส่วนชิสุเธอรออยู่ข้างนอกอาคาร ดูเธอจะกลัวผู้ชายผมทองเป็นพิเศษอ่ะ ) แต่ก็ไม่ได้ความอะไรมาก นอกจากว่าป๊าซื้อสมุดเล่มนั้นมาจากร้านเครื่องเขียนแห่งหนึ่ง

      พอป๊าแม็กเวลไม่รู้ ผมเลยเริ่มคิดไม่ออกว่าจะทำยังไงต่อไป สุดท้ายแล้วชิสุก็เสนอว่าลองหาสมุดดูไหม เผื่อทำตกไว้ที่ไหนสักแห่ง ซึ่งเราดูดีว่าเราไม่ได้ทำตกที่ไหนหรอก แต่ที่ยอมหาก็เพราะมันเหมือนมีความหวังที่จะกลับร่างเดิมน่ะสิ

      กลายเป็นว่าวันนี้ทั้งวันผมอยู่กับภูมิ เซย์ แล้วก็ชิสุตลอดเลย แต่ไม่ว่าจะหายังไงก็หาไม่เจอ สุดท้ายแล้วเราก็ตัดสินใจแยกย้ายกันกลับห้อง ผมไปส่งชิสุที่ห้องแล้วกะจะกลับห้องแต่โดนภูมิสะกิดซะก่อน ผมเลยเอื้อมไปจับภมูิที่เกาะอยู่บนไหล่ ให้มายืนบนฝ่ามือ แล้วเตรียมพร้อมอ่านปากเขา

      “ไทระครับ ผมจะกลับเป็นเหมือนเดิมไหม”

      “...”

      “ถ้าผมเป็นอย่างนี้ไปตลอดล่ะ”

      ตลอดวันที่ผ่านมาภูมิคงสะกดกั้นความกังวลเอาไว้มาก คงเพราะไม่อยากให้ชิสุกับเซย์กลัวไปมาก ตอนนี้เลยเริ่มจะกั้นความรู้สึกไม่ไหวแล้วแน่ๆ

      “ไม่รู้เหมือนกันฮะ” ผมก็ได้แต่บอกไปตามที่คิด “แต่ว่า…”

      “...”

      “ถึงภูมิจะไม่กลับร่างเดิมก็ไม่เป็นไรหรอกฮะ ผมจะคอยช่วยเหลือภูมิเอง” ผมยิ้มให้ “เราเพื่อนกันนี่นา”

      ภูมิทำหน้านิ่งก่อนจะเผยรอยยิ้มออกมา “ขอบคุณนะครับ ไทระ”

      “ฮะ งั้นเรากลับไปพักกันที่ห้องดีกว่า”

      “ครับ”

      แล้วผมก็พาภูมิกลับห้องพัก จัดแจงตัดถ้วยกระดาษให้ภูมิอาบน้ำอาบท่า แล้วเอาผ้าเช็ดหน้ามาให้ภูมิพันตัวไว้แทนชุดเก่าที่มอมแมมแล้ว พอทำธุระส่วนตัวกันเสร็จ ผมก็จับภูมิมานั่งบนเตียงของผม

      “วันนี้เรานอนด้วยกันนะฮะ ภูมิจะได้ไม่กลัว”

      “ได้ครับ ขอบคุณนะครับ”

      เราสองคนยิ้มให้กัน ก่อนที่ผมจะล้มตัวลงนอน แล้วภูมิก็นอนบ้าง วันนี้เหมือนยาวนานกว่าปกติ ถึงจะเกิดเรื่องมหัศจรรย์ขึ้น แต่ทั้งความหวังของผมและภูมิต่างก็กลายเป็นจริงทั้งคู่

      ถึงอย่างนั้นก็หวังว่าพรุ่งนี้ทุกอย่างจะกลับเป็นปกตินะ









++++++++++++++++++++++++++++++





      เช้าวันรุ่งขึ้น

      ผมงัวเงียปรือตาขึ้น สิ่งแรกที่เห็นคือใบหน้าของภูมิกำลังหลับพริ้มอยู่ ผมตกใจจนกลิ้งตกเตียงเลยครับ!

      แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าเมื่อวานภูมิจิ๋วมานอนที่เตียงเดียวกัน แต่ตอนนี้ภูมิจิ๋วกลายเป็นภูมิปกติแล้ว ภูมิคนเดิมที่สูงร้อยเจ็ดสิบ

      ผมดีใจนะที่ภูมิกลับเป็นเหมือนเดิมแต่ก็อดไม่ได้ที่จะรีบคว้าผ้าห่มมาคลุมให้ภูมิ ไอ้ผ้าเช็ดหน้าผืนเมื่อวานมันจะไปปิดบังร่างกายปกติของภูมิได้ยังไงเล่า!

      พอคลุมผ้าเสร็จแล้ว ผมก็มองไปรอบห้องเพื่อมองหาสมุดแต่ยังไงก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาอยู่ดี เอาเถอะ ยังไงภูมิก็กลับมาเหมือนเดิมแล้ว คงไม่จำเป็นต้องใช้สมุดนั่นแล้ว แต่ก็น่าตื่นเต้นจริงๆ ที่ได้เจอเรื่องมหัศจรรย์อย่างนั้น

      คุณลองหยิบสมุดที่อยู่ข้างๆ ขึ้นมาแล้วเขียนความปรารถนาไปสิครับ ไม่แน่นะ สมุดเล่มนั้นอาจเป็น Wish Note ก็ได้

      ใครจะรู้ล่ะครับ?




รางวัลสำหรับคู่ที่ทำภารกิจได้ยอดเยี่ยมมาก 80% - 90%

  ULTRA SQUARE STAMP
ตราประทับระดับสูงในหมวดภารกิจรูมเมทและภารกิจพิเศษ มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมเพชรสีชมพูผสมทองคำแท้ มีมูลค่า +100 Grade Exp. จะได้รับเมื่อปฎิบัติภารกิจอย่างยอดเยี่ยมเป็นที่น่าตื่นตาตื่นใจแก่ผู้อำนวยการโรงเรียน


Signature ------------------------------------------------>
初めまして、僕はたいらです。 どうぞよろしくお願いします
avatar
INFO.Say
นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 6
ช่วยลดค่า Grade Exp. สูงสุด 3%

Star Piece259
CHIPS+10 M 379 K 594



PASSPORT
[ VISA ]:

[ Grade Exp. ]:
1538/1860  (1538/1860)
[ EVENT ]:
+60 WATER BUCKET
ดูข้อมูลส่วนตัว

Re: ROOMMATE 11 : 10 CM

on Sat 31 Mar 2018, 23:45
10 CM :
      "ห้องน้ำห้องที่สองจากห้องในสุดมักจะเรื่องเล่า
ในคืนหนึ่งที่ฝนตกหนักเวลาประมาณตีสอง หญิงสาววัยทำงานคนนึงกำลังขับรถกลับบ้าน เธอรู้สึกง่วงจึงแวะปั๊มระหว่างทางเพื่อล้างหน้า เธอดับรถและเดินเนือยๆ ไปที่อ่างล้างหน้าให้ห้องน้ำ
เธอต้องชะงักเมื่อเดินถึงหน้าห้องน้ำ ไฟดวงแรกจากสองดวงได้กระพริบทำท่าติดๆดับๆ เธอเลือกเดินเข้าไปตรงกับไฟดวงที่ติดดีแต่ก็ไม่สว่างมากเท่าไหร่นัก เธอก้มล้างหน้าที่อ่าง ซู่~ เธอรู้สึกสดชื่นขึ้นกว่าเดิม แต่แล้วจมูกของเธอก็ได้กลิ่นบางอย่างเข้า กลิ่นที่ลอดออกมาจากประตูห้องน้ำ
      'อี๋ กลิ่นอย่างกับ..'
      เธออยากจะพูดให้จบประโยคแต่ว่าเธอก็นึกขึ้นมาได้ ..เรื่องสยองขวัญของห้องน้ำห้องที่สอง.. เธอข่มใจที่กำลังจะระเบิดออกมา รวบความกล้าทั้งหมดผลักประตูห้องน้ำที่สองนั้น แล้วเธอก็พบกับ
      น้ำที่เอ่อเหม็นของโถส้วมมมม กรี๊ดดดดดดด"

      ม่ายน้าาาาาาาาาาาาาาาา เซย์หลับตาปี๋เอาหน้าซุกหมอนบนเตียง

      "ฮ่าๆๆ ตลกล่ะสิ"
      'น น่ากลัวที่สุด อี๋ น้ำเน่าหรอ อะไรกัน ส้วมที่กดไม่ลง น้ำที่ไม่สะอาด น้ำมีกลิ่่น'
      "เซย์!"
      พรึบ
      เซย์เด้งตัวขึ้นมานั่งทำหน้าตาประหลาดน่าดู ถึงทำให้ผู้หญิงตรงหน้าที่เล่าเรื่องสุดสยองที่สุดที่เคยได้ยินมาให้ฟังมีท่าทีตกใจขนาดนี้
      "เอ่อ เป็นอะไรไหม?"
      ฌิลุกจากเตียงของตัวเองเดินมานั่งข้างๆ เซย์รู้สึกเหมือนหมดแรงจึงเอนตัวเข้าหาฌิ
      "ฌิขอโทษนะ ตกใจใช่มั้ย โอ๋ๆ ฌิไม่ได้ตั้งใจนะ" ฌิโอบเซย์อย่างอ่อนโยน
      "ฌิแต่งเรื่องขึ้นมาเอง ตอนแรกกะว่าจะให้เจอผีแต่ก็กลัวเซย์จะกลัวจนนอนไม่หลับ เลยเปลี่ยนให้เป็นส้วมตันจะได้ฮาๆ ฮือขอโทษษษ"
      'ผีน่ะไม่เท่าไหร่เลย แต่น้ำนี่สิ..'
      "ขวัญเอ้ยขวัญมา หายเพี้ยงน้าาา" ฉิลูบหัวปลอบ
      เซย์ดันฌิออกพลางชี้ไปที่เตียงของเธอ เป็นการบอกเป็นนัยว่า ให้ไปนอน
      "โอ๊ะ จะเที่ยงคืนแล้วนี่นา เซย์จะนอนหลับอยู่ใช่มั้ย?" ฌิกอดเซย์แน่นกว่าเดิม
      เซย์พยักหน้ารับ แต่ในหัวก็เห็นภาพที่ได้ยินมาหมาดๆ
      "โอ๊ะ ฌิเล่าให้ฟังอีกเรื่องนี่เป็นเรื่องดีๆแน่นอน" ฌิลุกแล้วเดินไปที่ตู้ที่ติดกับหัวเตียง เธอเปิดหาของบางอย่างที่ละชั้นๆ จนถึงชั้นล่างสุด
      "เจอแล้วๆ" เธอพูดพลางเดินกลับมานั่งข้างๆเซย์
      ในมือของเธอมีสมุดเล่มหนึ่งมีสีฟ้าทั้งเล่มและมีสายคาดสมุดเป็นสีของสายรุ้ง พร้อมกับปากกาสีแดงที่เสียบอยู่กับสันสมุด
      "นี่เป็นสมุดที่ไว้เขียนแต่สิ่งที่ชอบนะ ถ้าเราเขียนลงไปแล้วเท่ากับว่าเราจะบันทึกและจดจำแต่สิ่งที่เราชอบหละ ที่สำคัญห้ามเขียนสิ่งที่เราไม่ชอบเป็นอันขาดเลยนะเพราะจะทำให้เรานึกถึงสิ่งที่ไม่ชอบยังไงหละ อีกอย่างนะมันจะเป็นจริงตามที่เราเขียนด้วย" พูดจบเธอก็ยื่นมาให้เซย์
      "เซย์ลองเขียนดูสิ อืมมมม..อย่างเช่นนอนหลับสบายหรือไม่ก็น้ำแร่"
      เซย์รับมาถือไว้ จ้องไว้สักพักแต่ก็ไม่รู้จะเขียนอะไร
      ฌิยิ้มระรื่นเหมือนกับว่ามอบสิ่งดีๆให้กับเซย์แล้ว
      'อาา เขียนอะไรดีหละ' เซย์ค่อยๆเปิดสมุดดู
      'ว่างเปล่าจัง..ฌิไม่เคยใช้เลยหรอ' เซย์มองฌิพร้อมส่งสายตาถาม
      ฌิยิ้มแห้ง
      'อะไรกัน เธอก็ไม่เชื่อล่ะสิว่าจะเป็นจริง ไหนๆ ก็ไม่เชื่อไหงเอามาเล่าซะร่าเริงเชียว' เซย์ตัดสินใจเขียนลงไปแล้วยื่นคืน
      เซย์ไม่ได้สนใจว่าจะเป็นจริงหรือไม่เพราะเห็นท่าทีว่าฌิเองก็ไม่เชื่อ ฌิอ่านที่เซย์เขียนแล้วยิ้มกรุ้มกริ่มสุดท้ายเธอก็เขียนลงไปบ้างแต่เซย์ไม่ได้ขอดูว่าเธอเขียนว่าอะไร
      เราบอกฝันดีกันและเข้านอน เสียงนาฬิกาเตือนดังขึ้นเมื่อครบทุกๆ หนึ่งชั่วโมง เป็นการบอกว่านี่เป็นเวลาเที่ยงคืนแล้ว


      'อืออ~ ร้อนแฮะหายใจก็ลำบาก' เซย์รู้สึกตัวเพราะรู้สึกร้อนเหมือนอยู่ในเตาอบ
      'ฌิตื่นมาปิดแอร์แล้วหรอ ตื่นก่อนทำไมไม่ปลุกกันล่ะเนี่ย' เซย์ขยี้ตาและเหมือนหูจะได้ยินเสียงของใครบางคน
      "วันนนี้วันนหยยุดไมม่น่าาจะะไปปไหนนนี่นาา"
      ทำไมต้องพูดลากเสียงแบบนั้นด้วย แล้วนั่นเสียงใครอะไม่ใช่เสียงใสๆ ของฌินี่นา
      "แถมมยังงไมม่ปิดดแออร์ก่อนนไปปอีกก" หื้มมม หมายถึงใครกัน ?
      "หรืออจาาไปปห้อองอ่านนหนังงสืออ ไปปอาบบน้ำาก่อนนดีกว่าาเราา"
      อะไรเนี่ย ฌิดูหนังแบบลดความเร็วหรอ แต่เสียงเหมือนอยู่ใกล้ๆ นี้เลยแฮะ
      เซย์ค่อยๆ ลืมตาขึ้น แต่ก็ตกตกใจอย่างจัง ภาพที่เห็นตรงหน้าเหมือนเป็นเพดานที่ขาวๆ ตาเบิกกว้างระบบหายใจขัดข้องอัตโนมัต
      'นี่เราอยู่ไหนเนี่ย อึดอัดสุดๆ' เซย์ใช้มือสัมผัสเพดานหวังว่ามันจะขยับออก
      'อ้ะ นุ่มจัง เหมือนดันมาชเมลโล่อยู่เลย' เซย์ค่อยๆดันแล้วพลิกตัวมองไปรอบๆ ทางด้านบนหัวเหมือนจะเห็นแสงสว่างมากกว่าทางอื่นๆ
      'ฝันรึเปล่าเนี่ย แต่หายใจยากเหมือนจริงสุดๆ'
      เซย์ค่อยๆ ดันแล้วคลานไปเรื่อยๆ ปอดค่อยๆได้รับออกซิเจนมากขึ้น การหายใจค่อยๆ คล่องขึ้น จนในที่สุดก็หลุดพ้นจากเพดานมาชเมลโล่นั่นได้ แสงแยงเข้าตาจนต้องค่อยๆ หรี่ตามองไปรอบๆ
      'หื้มม ที่ไหนกันนะ'
      เมื่อตาเริ่มปรับกับแสงสว่างได้แล้ว ทุกอย่างก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นเรื่อยๆ
      'อืมมมม ตุ๊กตายักษ์?' สุดปลายเท้าไกลแสนไกลเห็นเป็นตุ๊กตาสีชมพูที่คุ้นหูคุ้นตา
      'ตุ๊กตาของฌินี่นา ใหญ่จังเลย อ๋าา นั่นนาฬิกาแขวนพนังนี่ก็ดูใหญ่เหมือนกันแฮะ เอ่อ..ทุกอย่างดูใหญ่ไปหมดเลย'
      พอสังเกตดูรอบๆ อีกทีก็เห็นว่าตัวเองต่างหากที่ตัวเล็กลง สิ่งที่คิดว่าเป็นมาชเมลโล่จริงๆ แล้วคือผ้าห่มบนเตียงของเซย์เอง ทางด้านซ้ายก็เป็นเตียงใหญ่ๆ ของฌิ และที่สำคัญเซย์เปือยกายอยู่!!
      "อื้มม สบายยตัววจังง"
      เสียงเดียวกับที่ได้ยิินเมื่อกี้ดังขึ้นมาจากไกลๆ แถมยังช้าแบบตอนแรกด้วย เซย์สะดุ้งโหยงมุดตัวเข้าไปแอบในผ้าห่ม
      'ฝันใช่มั้ยเนี่ย ทำไมเหมือนจริงจัง'
      เสียงฝีเท้าที่ก้าวช้ากำลังใกล้เข้ามา ตึงง.. ตึงง..  ถึงจะเป็นในฝันแต่ก็ทำให้ใจเซย์เต้นระรัว
      เซย์จ้องมองดูว่ามีอะไรกันแน่ที่กำลังใกล้เข้ามา
      'ฌิ!!!!'
      ไม่มีอะไรที่น่าตกใจไปมากกว่านี้อีกแล้ว ฌิที่กำลังเดินมาที่เตียงของตัวเองนั้นตัวใหญ่มาก มากในแบบที่ถ้าไม่ให้คิดว่าเป็นยักษ์ก็ไม่ได้แล้ว
      'ฝัน..ฝันใช่มั้ย ?'
      เซย์ส่ายหน้าพร้อมกับลองตีแขนตัวเองดังแป๊ะ ปรากฏว่าเซย์รู้สึกเจ็บอย่างที่ควรจะเจ็บจริงๆ เมื่อหันกลับไปมองก็เห็นฌิทำหน้าเหวอสุดขีด เธอคงได้ยินเสียงตีแขนเมื่อกี้แล้วหันมาเจอเซย์ที่ตัวเล็กลงแน่
      "กรี๊ดดดดดดดดดดดดด" เธอกรี๊ดออกมาสุดเสียง ขาอ่อนนั่งลงกับพื้น เซย์ถึงกับทำตัวไม่ถูกถ้าเซย์ส่งเสียงได้ก็คงกรี๊ดออกมาแบบนั้นเช่นกัน


      "เกิดดเรื่องงแบบบนนี้ขึ้นนไดด้ไงงกันน ?"
      ฌิงงเซย์เองก็งง ได้แต่ส่ายหัวอย่างเดียว เธอล้มตัวนอนและหลับตาสีหน้าครุ่นคิดอย่างหนัก
      การที่ตัวหดเล็กลงไม่น่าจะเกิดขึ้นได้จริง แต่ไหงดันเกิดขึ้นล่ะเนี่ย ต้องมีบางอย่างผิดปกติแต่ก็ยังแปลกอยู่ดี คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก
      "...เกิดดอะะไรรขึ้นนกันนแนน่นะะ"
      สายตาของฌิจ้องมองเซย์ไม่กระพริบ เซย์รู้สึกขึ้นลุกซู่เลยเพราะเหมือนโดนดวงตาคู่ใหญ่จ้องสะกดไว้
      "เราาลองงไปปถามมครรูที่ห้องงพายาาบาลลดูมั้ยย.. แตต่ถ้าาพูดดออกกไปปตรงงตรงง คงงตกกใจจน่าาดู ถามมแบบบอ้อมมอ้อมม น่าาจะะดีกว่าา"
      เราสองคนตัดสินใจไปที่ห้องพยาบาล ฌิเอาชุดของตุ๊ดตาบาบี้มาให้ใส่ เป็นชุดวันพีชแขนยาวสีชมพูลายดอกไม้ตัวชุดยาวเลยเข่าลงไปเล็กน้อย
      'หลวมไปนิดแต่ชุดน่ารักดีนะ ปกติไม่เคยใส่แบบนี้เลยแฮะ' เซย์หมุนตัวดูชุดที่กระจกเล็กๆ วันหัวเตียงที่ฌิเอามาวางไว้ให้
      "ชอบมั้ย ไม่น่าเชื่อว่าจะพอใส่ได้ ชุดนี้ฌิเองก็ชอบมากเลยตอนที่เห็นก็คิดว่าอยากจะใส่เองจริงๆ ปะ เราไปกันเถอะ"
      ฌิผายมือมารับ เซย์เดินขึ้นไปแล้วเกาะนิ้วโป้งเอาไว้
      เธอค่อยๆ เปิดประตูห้องออกช้าๆ มองซ้ายมองขวาอย่างระแวดระวัง เมื่อเห็นว่าไม่มีคนจึงหันไปปิดประตู เธอเอาเซย์ใส่ไว้ที่กระเป๋าเสื้อตรงหน้าอกและเร่งฝีเท้าสุดแรง ร่างกายเซย์สัมผัสได้ถึงความเร็วและได้ยินเสียงหัวใจเธอเต้นรัว


      กลิ่นที่บ่งบอกถึงความเป็นพยาบาล อากาศเย็นและเสียงไอเป็นครั้งคราวของคนป่วย เราคงจะมาถึงอาคารพยาบาลแล้ว เซย์เงยหน้ามองฌิ สีหน้าของเธอเป็นกังวล
      เซย์ดึงเสื้อเธอเบาๆ ด้วยความเป็นห่วง เธอก้มมองมาแล้วพูดอะไรบางอย่าง
      "แล้ววเราาจะะต้องงลงงทะะเบียนนผู้ป่วยยไหมม ?"
      จริงสิ ถ้าจะมาใช้บริการก็ต้องลงทะเบียนนี่นา แต่จะลงว่าอะไรดีหละ
      "เป็นนอะะไรรมาาหรืออ ?"
      จู่ๆก็มีเสียงของผู้หญิงที่ฟังดูมีอายุดังขึ้นมา
      "หมอบลง!"
      เซย์ก้มตัวลงตามปฏิกิริยาตอบสนอง รู้สึกว่าฌิกำลังเคลื่อนตัวไปทางด้านหน้า คงจะมีเจ้าหน้าที่เข้ามาคุยด้วย
      "เอ่ออออ..พออดดีหนนูไมม่สาบายยนิดดหน่อยยค่ะะ"
      "อ๋ออ งั้นนมาาลงงททะเบียนนก่อนนนะะ แล้ววเดี๋ยววหมออจะะเรียกกถามมอาาการร" คู่สนทนาพูดยังไม่ทันจบประโยคดี ฌิก็แทรกขึ้น
      "จริงงจริงงแล้ววรูมมเมททหนนูป่วยยนิดดหน่อยยค่ะะ ไมม่ใชช่หนนู" หัวใจเธอเต้นรัวอีกครั้ง
      "หื้มม" เสียงของเขาดูแปลกใจ "แล้ววไหนนรูมมเมททหนนูหละะ? "
      "เอ่อออ..กก็มาาด้วยยนะะคะะ แตต่คงงพบบใครรไมม่ไดด้ค่ะะ"
      "เพื่อนนหนนูป่วยยหนักกหรออ ?" คู่สนทนารีบถามกลับทันที
      "กก็ไมม่ไดด้ป่วยยเท่าาไหรร่ค่ะะ ไมม่ไดด้เป็นนอะะไรรมากกแคค่ตัววเล็กก...ลงง...สักก...สิบบเซ็นน....."
       ทันทีที่พูดจบเธอเอามือปิดปากตัวเอง ใจเธอเต้นแรงหนักกว่าเดิม เธอมองซ้ายมองขวาแล้วรีบเดินออกมานอกอาคาร ทิ้งไว้เพียงคำพูดที่ชวนงงแก่คู่สนทนา แต่มันก็เป็นเรื่องจริงนี่นา
      "แย่จริง นี่เราบอกเขาไปตรงๆเลยนี่.. ทำยังไงดีล่ะเซยยย์" ฌิพูดด้วยความกังวลและเร็วจนทำให้เซย์ได้ยินเป็นเสียงปกติ
เซย์ลูบปลอบเธอผ่านเสื้อ
      "ไม่สบายหรอครับ ?"
      เสียงของเด็กชายที่คุ้นหูมาตลอดปีก็ดังขึ้นมาจากทางด้านหน้า เขาก็พูดเร็วเช่นกันจึงทำให้ฟังเหมือนพูดปกติเลย น้ำเสียงดูเป็นห่วงดีนะ
      ในขณะที่ฌิเองสะดุ้งจนทำให้เซย์ตกใจไปด้วย จริงสิฌิเขากลัวผู้ชายนี่นา ให้ตายเถอะถ้าไม่ได้ตัวเล็กลงเท่าฝ่ามือคงจะช่วยดึงฌิออกห่างแล้วแท้ๆ
      "ถ้าางั้นนก็ดีแล้ววฮะะ ผมมไปปก่อนนนะะ" เสียงเขาดูจะผ่อนคลายลงแล้ว
      "จะะ..จ้ะะ" ฌิก้มหน้าตอบ เซย์รู้สึกเป็นห่วงจึงรอให้อีกฝ่ายเดินไปไกลๆก่อนจึงค่อยโผล่หัวออกจากกระเป๋าเสื้อ
      ระหว่างนั้นจู่ๆเธอก็มีท่าทีเหมือนตกใจกับอะไรบางอย่างเข้า ในหัวเซย์บอกให้ก้มลงในกระเป๋าเสื้อแต่ร่างกายมันดันเบรกไม่อยู่แล้วจึงโผล่หัวออกมา
      "เซย์!"
      เสียงเดิมของคนที่เข้ามาหาฌิเมื่อครู่เรียกชื่อเซย์ หูไม่ได้ฝาดไปใช่มั้ย แต่เมื่อมองไปตามเสียงก็ได้เห็นประธานนักเรียนทำหน้าอึ้งอยู่ และถ้ากวาดตามองดีๆ ก็จะเห็นภูมิที่ตัวหดลงเท่าเซย์อยู่ในเป้ด้วยเช่นกัน..


      เราสี่คนมานั่งหลบมุมตรงที่คนดูที่สนามบาส ไทระยืนห่างๆ คอยบังเราจากคนอื่นอีกที ที่ต้องเป็นสนามบาสเพราะอีกไม่นานไทระต้องแข่งบาสแล้ว
      “เอ่ออ...ทำไมมเซยย์ถึงงตัววเล็กกลงงเหรออฮะะ พออจะะรรู้สาาเหหตุกันนไหมม”
      ฌิจับเซย์ออกมาวางไว้บนตัก ภูมิเองก็รีบโดดลงมาหาเซย์ทันทีที่ไทระจับออกจากเป้
      "เซซซย์~ ใส่ชุดแล้วน่ารักจังเลยย ไปเอามาจากไหนหรอ ?"
      ภูมิเข้ามาทำหน้าตาสดใสทั้งๆ ที่ควรจะกังวลมากกว่าแท้ๆ แต่ก็เอาเถอะคงจะดีใจที่ไม่ได้ตัวเล็กลงคนเดียวสินะ
      'งั้นหรอ' เซย์ยิ้มรับกับคำชมของภูมิ
      "เนี่ยผมอะ กังวลมากๆๆๆเลยนะที่ตื่นเช้ามาก็ตัวหดเหลือแค่เนี่ยะ แต่เห็นว่าเซย์เองก็ตัวเล็กเหมือนกันผมก็ชักจะใจชื้นขึ้นมาหน่อย ฮ่าๆๆๆ แปลกดีนะ"
      เซย์ก็อยากจะตอบบ้างนะ แต่เครื่องสื่อสารไม่ได้เล็กลงตามน่ะสิแต่ก็ยังดีที่แว่นหดตามมาด้วยไม่งั้นคงไม่ได้มองอะไรแล้วหละ
      ตอนนี้ในใจลึกๆ ของเซย์เองก็รู้สึกเบาขึ้นมากหน่อยแฮะ อย่างน้อยๆ ก็ยังมีคนที่หดเล็กเท่ากัน ทำให้เซย์ยิ้มมากกว่าเมื่อกี้หน่อยนึง
      ภูมิเล่าให้ฟังว่าเมื่อคืนเขียนสมุดวิชโน๊ตที่ไทระได้มาจากคนที่ชื่อแมกซ์ที่เป็นนักการฑูตประจำของควิ้นท์ แต่เป็นการเขียนคำปรารถนาว่าต้องสิ่งใด
      "มีสิ่งนึงที่ผมต้องการมากที่สุดในบรรดาที่เขียนไปทั้งหมด อยากรู้มั้ยครับว่าคืออะไร" ภูมิเว้นเพื่อให้เกิดความน่าสนใจมากกว่าเดิม เซย์คงแสดงสีหน้าอยากรู้มากจนทำให้เขายิ้มร่าขึ้นมาได้
      " 'อยากลองตัวเล็กจิ๋วสักหนึ่งวัน จะได้นอนกอดส้อมได้' ครับ! "
      'แปลก ยังไงก็เป็นคนแปลกคนนึง' เซย์คิดแบบนั้นจริงๆ
      "โหยยย อย่าทำสีหน้าเหมือนผิดหวังสิคร้าบบ ผมรู้สึกไม่ดีนะเนี่ย แต่ว่ามันก็เป็นสิ่งที่ผมชอบจริงๆ นี่ครับ"
      เซย์ยื่นมือไปตบบ่าเบาๆ
      'ก็เหมือนจะเป็นจริงแล้วนี่นะ ยินดีด้วยค่ะภูมิ'
      "ทุกกคนนครับบ ผมมต้องงขออตัววไปปแข่งงก่อนนนะะ ถึงงเวลาาแล้วว เดี๋ยววผมมมาาเชียรร์ผมมกันนด้วยยนะะ!"
     เราสามคนพร้อมใจกันชูสองนิ้วให้กำลังใจ แต่ทว่าสายตาไทระมองแต่ฌิคนเดียวเลย


      หมดเวลาแข่งไทระเดินกลับมาเหงื่อท่วมตัว เซย์ไม่รู้ว่าผลเป็นยังไง ภูมิเลยสะกิดบอกว่าเสมอและเสียดายที่ไม่ได้ลงแข่งด้วยแถมเคลมตัวเองว่าถ้าลงแข็งด้วยทีมต้องชนะขาดลอยแน่ๆ ขี้โม้จริงๆ เลย
      เราตกลงกันว่าจะไปหาวิธีกลับไปตัวเท่าเดิมแต่ก่อนนั้นจะไปหาอะไรทานที่ร้าน La Pastel กันก่อน
      แต่แล้วทั้งวันที่อยู่ด้วยกันก็หาทางออกไม่ได้ เมื่อพระอาทิตย์เริ่มตกเย็นเราจึงแยกย้ายกันกลับห้องพักก่อน ไว้วันพรุ่งนี้มาหาทางออกใหม่


      ฌิผสมน้ำอุ่นไว้ในอ่างล้างหน้าให้เซย์อาบพร้อมกับจัดเตรียมผ้าขนหนูผืนเล็กและชุดนอนของตุ๊กตาบาบี้ คงจะมีครบเซ็ตเลยสินะเนี่ยแต่ก็รู้สึกเกรงใจจัง แถมยังวางกระดิ่งอันเล็กไว้ให้เรียกเมื่ออาบน้ำเสร็จอีกด้วย
      'อ่าา น้ำอุ่นพอดีเลย สบายตัวจัง'
      ระหว่างแช่ตัวอยู่สักพักใหญ่ก็นึกถึงคำที่ภูมิบอก เซย์เลยรีบเช็ดตัวใส่ชุดนอนเรียบร้อยและเขย่ากระดิ่ง ทันทีที่สั่นฌิก็เปิดประตูห้องน้ำมาอย่างว่องไวราวกับรออยู่หน้าประตู
      "เอ่อออ..ฌิกลัวไม่ได้ยินน่ะ เลยรอหน้าประตู" ฌิคงจะเห็นเซย์ทำหน้าแปลกใจที่เห็นฌิเข้ามารวดเร็วขนาดนี้เลยรีบพูดบอก
ฌิพาเซย์ไปที่เตียง เซย์ชี้ให้เอาเครื่องสื่อสารมาวางไว้ให้ด้วย
เซย์กดเปิดเครื่องและใช้แรงทั้งหมดกดไปทีละตัวอักษรเพื่อพิมพ์ในสิ่งที่นึกได้ตอนอาบน้ำอยู่ ใช้เวลาไปทั้งหมดราวๆ 15 นาที..

ติ๊ด

      "ภูมิบอกเซย์ว่า เขาเขียนลงสมุดวิชโน๊ตว่า 'อยากลองตัวเล็กจิ๋วสักหนึ่งวัน จะได้นอนกอดส้อมได้' แล้ววันนี้เขาก็ตัวเล็กลงจริงๆ ถ้าเกิดว่าเรื่องเขียนลงสมุดตามคำปรารถนาเป็นเรื่องจริง แสดงว่าในวันพรุ่งนี้ภูมิจะต้องกลับเป็นปกติแน่นอน"
      ทันทีที่ฌิได้ยินจนจบเธอถึงกับตาเบิกกว้างขึ้น
      "จริงด้วย แค่วันเดียวตามที่เขียนลงไปใช่มั้ยคะ ดีใจจังพรุ่งนี้ก็จะเป็นปกติ" เธอปรบมือยินดี
      'แต่แล้วเซย์หละ'
      เซย์ชี้หน้าตัวเองเอียงหัวสงสัย ฌิเห็นแบบนี้แล้วหยุดปรบมือทันที เรากลับมามึนงงกันอีกครั้ง ความเงียบเริ่มก่อตัว
      "เซย์น่ารักเหมือนตุ๊กตาบาบี้ของเรา" จู่ๆฌิก็พูดประโยคนึงขึ้นมา
      "ฌิเขียนลงไปในสมุดแบบนั้น"
      '...'
      "..."
      'เอออออออ๋'
      "เอออออออ๋ มันเป็นจริงหรอเนี่ย!" เรามองหน้ากันอย่างประหลาดใจสุดๆ
      "แล้วเซย์ก็เขียนว่า 'อะไรก็ได้ที่ฌิชอบ' เพราะงั้นเลยยิ่งเป็นจริงเข้าไปอีีกหรือเปล่านะ แปลก แปลกมากๆๆๆๆ"
      ใช่ แปลกสุดๆ เซย์จำที่เขียนไปไม่ค่อยได้เพราะไม่ได้สนใจเท่าไหร่ แต่เพราะเห็นว่าสมุดนั้นเป็นของฌิ ถ้าฌิจะไม่เชื่อก็อยากจะเขียนอะไรลงไปก็ได้ที่ดีๆต่อฌิเลยเขียนไปแบบนั้น
      เรามองหน้ากันแล้วหลุดหัวเราะออกมาลูกใหญ่ เซย์เองอยากจะส่งเสียงหัวเราะบ้างจัง
      เราทั้งคู่ล้มตัวลงนอนบนเตียงของตัวเอง
      "เซย์ดูแลฌิตลอดตั้งแต่ที่เรามาเป็นรูมเมทกัน ฌิก็เลยชอบเซย์ คิคว่าถ้าเป็นตุ๊กตาบาบี้ใส่ชุดน่ารักน่ารัก คงจะดีไม่น้อยเลย เลยเขียนไปแบบนั้นไม่คิดว่าจะเป็นจริง ดูสิวันนี้ใส่ชุดวันพีชและชุดนอนของบาบี้ฌิด้วย น่ารักสุดสุดเลยอะ"  เซย์ได้ยินแบบนั้นก็เขินจนต้องมุดผ้าห่ม
      "นอนกันเถอะ หวังว่าวันพรุ่งนี้เซย์จะกลับมาเป็นเหมือนเดิมนะคะ"
      'นั่นน่ะสิ หวังแบบนั้นเหมือนกัน'
      ก่อนนอนเซย์แอบถอดชุดนอนของฌิออกเพราะกลัวว่าถ้าตื่นมาแล้วกลับเป็นปกติชุดของฌิจะเสียหาย ฌิเองก็เอาผ้าขนหนูผืนใหญ่ของเซย์มาเตรียมไว้ให้ที่ข้างเตียง และเราทั้งคู่ก็หลับลง


      "เซย์กลับมาเหมือนเดิมแล้ววว"
      เซย์ตื่นขึ้นเพราะเสียงลั้นลาของฌิ มองดูรอบๆ ก็เห็นว่าทุกอย่างไม่ได้ดูใหญ่แบบเมื่อวานหมายความว่ากลับมาตัวเท่าเดิมแล้ว ฌิโผเข้ากอดเซย์เต็มแรง
      'โล่งอกไปที'
      เราสองคนกอดกันตัวกลมก่อนที่จะอาบน้ำแต่งตัวไปเข้าเรียน
      เมื่อเข้าแถวเสร็จภูมิรีบวิ่งมาหาเซย์อวดให้ดูว่าตัวเองสูงมากแค่ไหน ส่วนไทระเองก็เข้ามาทักทายเราตามปกติ แต่ถ้าสังเกตดีๆ ฌิไม่ค่อยตกใจกับระยะใกล้ของตัวเองและไทระเท่าไหร่แล้วหละ ไทระเองก็ยิ้มกว้างมากกว่าทุกครั้งเลย
      'หรือนี่จะเป็นความปรารถนาของไทระกันนะ ?'

งานนี้ภาพไม่มีเพราะไม่ทันจริงๆค่ะ




รางวัลสำหรับคู่ที่ทำภารกิจได้ผ่านเกณฑ์ 50% - 65%

  JEWEL SQUARE STAMP
ตราประทับระดับทั่วไปในหมวดภารกิจรูมเมทและภารกิจพิเศษ มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมอัญมณีล้ำค่า มีมูลค่า +50 Grade Exp. จะได้รับเมื่อปฎิบัติภารกิจได้อย่างสำเร็จเป็นที่พึงพอใจแก่ผู้อำนวยการโรงเรียน

ขึ้นไปข้างบน
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
2012 © QUAINT | Powered by THE NOBLEMAN ®