ลุ้นรับเงินล้านและของรางวัลมากมายกับ "Spectacular Award" จากสปอนเซอร์ ดึงเสน่ห์ของผลงานคุณออกมาให้พวกเราได้ชม!!
สวัสดี! ผู้มาเยือน ยินดีต้อนรับสู่ Quaint School Community คอมมูโรงเรียนสำหรับผู้พิการ
แผนที่โรงเรียนและภาพบรรยากาศโรงเรียนใหม่มาแล้ว!! "คลิ๊กที่นี่" พร้อมเปิดจองห้องพักแล้ววันนี้เป็นต้นไป!!

Share
Go down
avatar
ClassLv.7
INFO.Jinn
ศ.ภาควิชาศิลปะ
-7% Grade Exp.

Star Piece857
CHIPS+31 M 481 K 406

+3.0% อัตราดอกเบี้ย CHIPS ต่อเดือน

PASSPORT
[ VISA ]:

[ Grade Exp. ]:
200/488  (200/488)
[ EVENT ]:
+61 WATER BUCKET
ดูข้อมูลส่วนตัว

Re: ROOMMATE 7 : วุ่นรัก สลับใจ

on Wed 15 Feb 2017, 18:49
Message reputation : 100% (1 vote)
(2):

14 กุมภาพันธ์ 2560 (ต่อ):

.
.
.

“นายขับรถเป็นเหรอ?” แม็กเวลถามคำถามนี้ด้วยภาษามือตอนที่พวกเรามายืนอยู่ข้างรถเก๋งสีขาวของเขา

ผมพยักหน้ารับว่าเป็น เพื่อนก็ยังคงมองหน้าอย่างไม่ไว้ใจ “มีใบขับขี่?”
“มีสิ” ผมหยิบใบขับขี่ออกมาจากกระเป๋าตังค์ให้เขาดูอย่างภาคภูมิใจ

ใบขับขี่นี่ได้มาอย่างยากลำบากมากเลยนะฮะ พอไปทำใบขับขี่แบบคนพิการแล้วต้องมีกฎเกณฑ์อะไรเยอะแยะก็ไม่รู้ แถมพอเห็นผมสื่อสารได้ปกติก็ทำท่าจะไม่เชื่อว่าผมพิการอีก คิดว่าผมขอใบรับรองแพทย์มาล้อเล่นเหรอออ -_-

“ไปทำมาตั้งแต่เมื่อไหร่”
“นานแล้ว” ผมบอก เพื่อนหยิบไปดูด้วยสีหน้าไม่ค่อยจะเชื่อถือชอบกล “ฉันไม่ปลอมแปลงเอกสารราชการหรอกน่า”

“ไม่เห็นนายบอกฉัน” เขาคาดโทษ
ผมยักไหล่โดยไม่ได้ตอบโต้อะไร

ก็นะ ตั้งแต่มีรถเขาก็ขับให้ผมตลอด ไม่ยอมให้ผมได้แตะพวงมาลัยด้วยซ้ำ แต่ก็ไม่ยอมให้ผมได้ขึ้นรถเมล์ จะกลับบ้านก็ยังไปส่งตลอด มีเหตุผลมารองรับร้อยแปดพันเก้าจนผมได้แต่ตามใจเขา
รู้ว่าเพื่อนเป็นห่วง ผมก็ไม่ขับ(ให้เขาเห็น) แต่พออยู่บ้านผมก็ขับรถเองอยู่ดี ทั้งจักรยาน มอเตอร์ไซค์ บิ๊กไบค์ รถเก๋ง รถกระบะ รถตู้ เรียกได้ว่าบ้านมีรถอะไร ญาติๆมีรถคันไหน ผมก็ได้ลองขับเกือบทุกแบบ
หลังขับแบบเถื่อนๆอยู่นานป๊าก็ไล่ไปทำใบขับขี่ในที่สุด

ยุ่งยากกับการทำใบขับขี่ไม่พอ ยังยุ่งยากกับการแอบเพื่อนทำอีก ผมลับๆล่อๆจนป๊าขำว่าเหมือนสามีแอบหนีภรรยาไปอาบอบนวด ชีวิตจะยากอะไรขนาดนี้

เห็นเพื่อนยังคงขมวดคิ้วมองอยู่ ผมก็แค่ทำไม้ทำมือบอกให้ขึ้นรถเพื่อเตรียมตัวออกเดินทาง

.
.
.

เพื่อนนั่งเงียบมาตลอดทางตั้งแต่เพชรบุรีจนถึงกาญจนบุรี

ผมขอออกนอกเส้นทางไปแม่กลองซักแวบเขาก็ไม่ได้ว่าอะไร

ตอนที่ผมจอดรถที่บ้านตัวเอง ให้เพื่อนรอในรถเพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวาย ส่วนตัวผมเข้าไปในบ้าน คนที่บ้านดูจะตกใจกันพอสมควร รุมถามกันใหญ่ว่าเจ้าตาลเป็นอะไรรึเปล่า ทำไมแม็กมาคนเดียว พอผมบอกมาเอาของให้ตาลเฉยๆ ตาลไม่ได้เป็นอะไร คนที่บ้านก็ดูจะโล่งอกโล่งใจ

ผมไม่ได้ยินเสียงของครอบครัวมานานจนแทบจะลืมไปแล้ว ทั้งป๊า คุณแม่ คุณยาย รวมไปถึงพี่ป้าน้าอาทั้งหลายทั้งมวล
เป็นโชคดีของผมที่แม็กอัธยาศัยดีและสนิทกับครอบครัวผมพอสมควร (เพราะเขามาส่งผมถึงบ้านเกือบทุกอาทิตย์นั่นแหละ) ผมจึงไม่ต้องเกร็งเวลาอยู่ในร่างเขาแล้วไปคุยกับใคร ผมสามารถกอดคุณยายได้เหมือนกับตอนที่ผมเป็นผม

และโชคดีอีกอย่างของผมคือช่วงนี้โรงเรียนของเจ้าเด็กแฝดน้องสาวผมเข้าสู่ช่วงสอบ ทั้งคู่จึงได้หยุดอยู่บ้านเพื่ออ่านหนังสือ สองสาวชวนผมคุยเรื่องโน้นเรื่องนี้ไม่หยุด ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องของพี่ตาลของพวกเธอ

นี่เป็นครั้งแรกจริงๆที่ผมได้ยินเสียงของน้องๆ ผมดีใจจริงๆ ดีใจจนหุบยิ้มไม่ได้

ตอนที่ออกมาจากบ้านแล้วผมก็ยังยิ้มอยู่

.
.
.

ตอนนี้เราแวะปั๊มกันอยู่
เพื่อนยังคงดูเครียดๆ

หลังจากมองอยู่ซักพัก ในที่สุดผมก็สะกิดเพื่อนให้หันมามองแล้วบอก “ขอโทษนะ”
“ขอโทษอะไร” เขาถาม

“ขอโทษที่ทำให้นายไม่ได้ยิน” ผมพูดด้วยภาษามือ “ขอโทษที่ฉันยืมร่างนายไปหาครอบครัว”
ขอโทษที่มีความสุขในตอนนี้ ขอโทษที่มีความสุขได้ในตอนที่นายแย่ขนาดนี้เพราะฉัน

คำหลังผมไม่ได้พูดออกไป ผมรู้สึกผิดแต่สุดท้ายผมก็ยังดีใจ มันรู้สึกแย่อย่างบอกไม่ถูกจริงๆที่เห็นเพื่อนเฟลแต่ผมยังคงยิ้มได้ ความรู้สึกปะปนกันจนแยกไม่ค่อยออก

“ไม่เป็นไร” เขาบอกด้วยเสียง แม้จะยังดูไม่มั่นใจเท่าไหร่แต่เขาก็พูดออกมา จากนั้นเขาก็ยื่นมือมาดึงแก้มผมทั้งสองข้าง “ยิ้มเถอะ นายเหมาะกับรอยยิ้มมากกว่า ไม่ว่าจะอยู่ในร่างไหน”

“ไปกันต่อเถอะ” เพื่อนบอกต่อไป  แม้ยังดูกังวลแต่เขาก็พยายามยิ้มออกมา “ฉันจะไม่เป็นไร พวกเราจะผ่านมันไปด้วยกัน”
“ขอบใจ” ผมบอก ยิ้มออกมาจางๆ

.
.
.

เรามาถึงกาญจนบุรีกันตอนบ่ายโมงกว่า

“โทรเข้าไปหาก่อน เบอร์นี้ บอกเขาว่ามาถึงแล้วกำลังจะเข้าไป” แม็กบอก ส่งมือถือของเขามาให้ผม หน้าจอเขียนชื่อ [ผู้ปกครอง] เจษฎา [0] พอผมหันไปมองงงๆ เพื่อนก็อธิบาย “อันแรกระบุว่าเป็นใคร ตรงกลางเป็นชื่อ วงเล็บสุดท้ายบอกจำนวนครั้งที่เข้าไปคุย”

“ดูเป็นระเบียบผิดปกติชอบกล”
“ม๊าสอนมา” เพื่อนตอบสั้นๆ รอยยิ้มเต็มวงปรากฎขึ้นเป็นครั้งแรกในวันนี้ เห็นได้ชัดถึงความสำคัญของบุคคลที่เขาพูดถึง

เห็นเขายิ้มได้ผมก็ยิ้มตามไปด้วย เมื่อหันมามองโทรศัพท์อีกรอบจึงนึกขึ้นได้ถึงความจริงบางอย่าง
“เป็นไรไป” เขาถามเมื่อเห็นผมนิ่งไป

“ฉันไม่ได้โทรศัพท์โทรคุยกับใครมา15ปีแล้ว” ผมบอก รู้สึกวิตกเล็กน้อย “มันโทรออกยังไงอ่ะ”

เพื่อนมองผมด้วยสายตาว่างเปล่าอยู่ชั่วขณะ เอื้อมมือมากดปุ่มสีเขียวบนหน้าจอให้ผม
เมื่อเขากด มือถือก็ขึ้นสัญลักษณ์ว่ากำลังโทรออก แม็กก็ทำไม้ทำมือให้ผมเอาโทรศัพท์จ่อหู ผมมองอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคในมืออยู่ชั่วขณะ ใจเต้นตุบๆขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น
พอยกขึ้นจ่อหูก็กดตัดสายทันทีด้วยความตกใจ ก่อนจะหันไปถามเพื่อน “นายจดเบอร์มาผิดรึเปล่า”
“ไม่ผิดนะ ทำไมเหรอ”

“ท..ทำไมมันขึ้นว่า ‘ท่านกำลังเข้าสู่บริการรับฝากหัวใจ’ มันคืออะไรอ่ะ” ผมถาม ใจยังเต้นตุบๆอยู่เลย “หรือว่าคุณเจษฎาเป็นหมอหัวใจ?”
“…”


แม็กเสิร์ชเพลง ‘ขอใจเธอแลกเบอร์โทร’ จากยูทูปยื่นให้ผม ก่อนจะอธิบายนวัตกรรมที่เรียกว่า ‘เสียงรอสาย’ ให้ฟัง

แหม เมื่อ15ปีที่แล้วมันยังไม่มีสิ่งนี้นี่หว่า ใครจะไปรู้จักเล่า ._.

ผมกดโทรหาคุณเจษฎาอีกครั้ง คราวนี้พอรู้แล้วว่าเสียงที่ได้ยินเป็นเสียงรอสาย ผมก็ฟังเพลินๆจนกระทั่งมีเสียงผู้ชายแทรกขึ้นมา
[“สวัสดีครับ”]

“สวัสดีครับ ไม่ทราบว่านั่นใช่คุณเจษฎามั้ยครับ” ผมที่นั่งเอนตัวอยู่ถึงกับเด้งตัวขึ้นมานั่งหลังตรง ใจเต้นตุบๆขึ้นมาอีกครั้งตอนท่องประโยคแนะนำตัวที่เพื่อนเทรนมา "ผม แม็กเวล ซอนเนอร์ นักการทูตประจำโรงเรียนผู้พิการในนามของควิ้นท์ ที่แจ้งไว้ว่าจะเข้าไปพบวันนี้ ไม่ทราบว่าคุณเจษฎาสะดวกมั้ยครับ"

ผมพูดชื่อตำแหน่งถูกใช่มั้ย ชื่อนามสกุลไม่ผิดเนอะ ชื่อโรงเรียนตกหล่นอะไรไปรึเปล่า?

ก่อนที่สติผมจะหลุดไปกับความกังวลต่างๆนานา อีกฝ่ายก็ตอบกลับมา [“อ๋อๆ เข้ามาได้เลยครับ”]

“อีกประมาณ10นาทีจะถึงแล้วฮะ เปิดบ้านรอไว้ได้เลย” ผมบอก พูดไปแล้วก็รู้สึกตงิดๆกับประโยคของตัวเองชอบกล ปลายสายก็คล้ายจะอึ้งไปเหมือนกัน ผมเลยรีบจบประโยค “แล้วเจอกันนะฮะ”
[“แล้วเจอกันครับ”]


กดวางสายเสร็จ ความกังวลประมาณล้านแปดประการก็พุ่งเข้าใส่ มือที่กำพวงมาลัยอยู่สั่นจนรู้สึกได้ หัวใจก็เต้นแรงจนรู้สึกถึงความสั่นสะเทือนในอก

ผมกำลังกลัว กลัวมากด้วย

ผมจะทำได้รึเปล่า ผมจะไม่ทำให้เพื่อนกลายเป็นตัวตลกใช่มั้ย จะเผลอพูดอะไรแปลกๆออกไปรึเปล่า จะไม่ทำโรงเรียนเสียชื่อเสียงใช่มั้ย งานของเพื่อนจะไม่พังเพราะผมใช่มั้ย

นายโอเคมั้ย” เพื่อนหันมาถามผม และเมื่อเห็นอาการของผมก็คงรู้สึกความไม่โอเคที่เกิดขึ้น เขาเอื้อมมาแตะมือผมอย่างให้กำลังใจ แล้วจึงบอก “ไม่ต้องกลัวนะ”

ผมหันไปมองเพื่อนนิดหนึ่ง เพราะขับรถอยู่ผมจึงไม่สามารถหันไปมองเขาเต็มๆตาได้

“มันไม่ยากขนาดนั้นหรอก นายทำได้ ทำตัวสบายๆก็พอ” เสียงของเพื่อนค่อนข้างเบา แต่ค่อนข้างมั่นคงขึ้นเมื่อเทียบกับเมื่อเช้า มีเสียงหัวเราะจางๆเจืออยู่ในคำพูด “ถ้าเป็นงานยากผอ.ไม่ส่งฉันมาทำหรอก”

ยังไม่ทันได้พูดอะไรเพื่อนก็ชี้บอก “เลี้ยวซ้ายซอยข้างหน้านั่นก็ถึงแล้ว”


เอาละ งานของนักการทูตสอดไส้ครูศิลปะกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว!

.
.
.

“สวัสดีครับ” ผมยกมือไหว้และกล่าวทักทายผู้ชายตัวสูงที่ยืนอยู่ตรงหน้า  "ผม แม็กเวล ซอนเนอร์ นักการทูตประจำโรงเรียนผู้พิการในนามของควิ้นท์ ที่โทรมาเมื่อซักครู่ก่อนหน้านี้”

ผู้ชายคนนี้ตัวสูง สูงกว่าแม็กไปอีก ผิวค่อนข้างเข้ม ใส่เสื้อเชิตสีซีดกับกางเกงสแลค เขาเป็นคนคิ้วเข้มและตาดุ แต่แว่นกรอบดำที่ใส่อยู่ช่วยพลางความดุลงไปได้ ดูเป็นคนเข้มงวดพอสมควร ให้ความรู้สึกเหมือนพวกครูดุๆสมัยประถม

เขายกมือขึ้นมารับไหว้ ผมจึงแนะนำคนข้างตัว “ส่วนนี่จิณณ์ ครูศิลปะของโรงเรียนเราครับ”
‘จิณณ์’ยกมือไหว้คุณเจษฎาเมื่อผมส่งสัญญาณ จากนั้นก็ยืนยิ้มอยู่ข้างๆโดยไม่พูดอะไร

คุณเจษฎาดูแปลกใจนิดหน่อยกับการที่นักการทูตพกครูศิลปะมาเยี่ยมบ้านว่าที่นักเรียนด้วย แต่เขาก็เชิญพวกเราเข้าบ้านโดยไม่ได้ว่าอะไร


“นั่นเจมส์ ลูกชายผม” คุณเจษฎาบอกเมื่อเข้ามาในตัวบ้านและพบกับเด็กชายที่เล่นตุ๊กตุ่นฮีโร่อยู่บนโซฟา เขาเล่าต่อว่า “แกหูหนวกมาตั้งแต่สองปีที่แล้วเพราะอุบัติเหตุ”
ส่วนนี้ตรงกับในเอกสารที่แม็กเอาให้ผมมาอ่าน

“ผมทำแต่งาน งาน งาน ตั้งแต่ก่อนแกเป็นแบบนี้ แถมพอแกพูดไม่ได้ พวกเด็กคนอื่นๆก็พากันแกล้งแก แกเลยอยู่แต่บ้านอยู่แต่กับแม่ของเขา ภรรยาเธอเป็นอาจารย์สอนภาษามืออยู่แล้วด้วย เจมส์ก็คุยแต่กับแม่เขา รู้ตัวอีกทีแกก็ไม่ยอมพูดกับผมแล้ว” เขาเล่าเสียงเครือ ข้อมูลส่วนนี้ไม่มีในเอกสาร “ภรรยาผมเพิ่งเสียไปเมื่อสามเดือนที่แล้ว เจมส์แกไม่ยอมคุยกับใครเลย”
“เสียใจด้วยนะครับ” ผมบอก

อีกฝ่ายคล้ายต้องการที่ระบาย เขาพูดต่อไป “ผมจ้างคนดูแลมา แกก็อาละวาดจนอยู่ไม่ได้ ผมไม่รู้จะทำยังไงแล้ว”
“คุณพ่อลองใช้เวลากับแกดูรึยังครับ” ผมถาม
“ผม..ผมไม่มีเวลา” เขาบอก “งานผม…”

“งั้นไม่เป็นไรนะครับ” ผมยิ้มทั้งที่ในใจเดือดปุดๆ รู้สึกว่ารอยยิ้มต้องแย่มากแน่ๆแต่ผมก็ยังยิ้มออกมา เหมือนเห็นปัญหาและวิธีแก้อยู่ตรงหน้าแต่คนที่ทำได้กลับไม่ทำมัน ผมลอบถอนหายใจแล้วพูดต่อไป “คิดว่าคุณพ่อคงรู้จักโรงเรียนของเรามาบ้างแล้วว่ารองรับเด็กพิการทุกประเภท”

อีกฝ่ายพยักหน้ารับ ผมจึงพูดต่อ
“ดังนั้นคุณพ่อจึงไม่ต้องกังวลเรื่องน้องจะถูกแกล้งนะครับ พวกเราเข้าใจซึ่งกันและกัน เราช่วยเหลือกัน เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน และจะไม่นำปมด้อยมาล้อกันโดยเด็ดขาด”

“นอกจากนี้ทางโรงเรียนยังมีสวัสดิการดีๆ ห้องพักสุดหรูริมชายหาดเพชรบุรี พร้อมทั้งสระว่ายน้ำ ฟิตเนต สปา” เหมือนจะไม่เกี่ยว นี่ผมโฆษณาโรงเรียนหรือโรงแรมอยู่เนี่ย
คุณเจษฎาดูจะอึ้งๆกับความแกรนด์ของโรงเรียนที่ผมยกตัวอย่างมาให้ฟัง ผมจึงพูดต่อไป
“และคุณพ่อไม่ต้องห่วงเรื่องความปลอดภัยนะครับ เซอร์เคียวริตี้ยอดเยี่ยมมาก”

ผมว่าผมกำลังหลุดประเด็นชอบกล กลับมาก่อนนักการทูต เอานักการขายไปเก็บเดี๋ยวนี้ TT

“เอ่อ.. และคุณพ่อยังไม่ต้องห่วงว่าเมื่อน้องโตไปจะใช้ชีวิตในสังคมไม่ได้” ในที่สุดก็กลับสู่เส้นทางที่ถูกที่ควรได้แล้ว!
ผมลอบถอนหายใจในใจ ก่อนจะพูดต่อไป “ทางโรงเรียนของเราจะสอนให้น้องช่วยเหลือตัวเองได้ รวมไปถึงสามารถปกป้องตนเองและสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆได้ด้วยตัวของพวกเขาเอง”
เห็นเขานิ่งผมจึงถาม “คุณพ่อมีความเห็นว่า...”

“เฮ้ยยยยย!” เสียงที่ดังขึ้นกระทันหันทำให้บทสนทนาถูกตัด ภาพที่เห็นคือน้องเจมส์กำลังกัดมือ‘ครูจิณณ์’อยู่
จมเขี้ยวเลยนั่น…:

ภาพที่ไม่คาดฝันทำเอาผมอึ้งค้างไปชั่วขณะ ในขณะที่คุณเจษฎาวิ่งเข้าไปถึงตัวน้องเจมส์แล้วเงื้อมือ ก่อนที่เขาจะตีลูกชายผมก็ตะโกน

“หยุดนะครับ!”

คุณเจษฎาหยุดค้างอยู่ในท่าเงื้อมือ ส่วนแม็กในร่างผมที่ยังคงถูกกัดมืออยู่เอี้ยวตัวมาบังน้องเจมส์เอาไว้ คาดว่าเขาคงเห็นฉากที่คุณเจษฎาพุ่งเข้าไป
น้องเจมส์คล้ายตกใจกับเหตุการณ์จนเผลออ้าปาก มือที่ถูกกัดจึงเป็นอิสระ

ฝ่ายคุณเจษฎาก็ลดมือลง ก่อนจะหันไปดุลูกชาย “เจมส์ ทำไมทำแบบนี้! ไปกัดครูเขาทำไม”
เห็นได้ชัดว่าเด็กชายไม่เข้าใจที่พ่อของเขาพูด แน่ละ เด็กชายหูหนวกที่ไหนจะได้ยินเสียงพ่อตัวเองได้กัน

ผมที่เดินตามเข้าไปทีหลังแตะไหล่แม็กให้หลบออกมา เพื่อนมองผมและขยับปากเป็นคำว่าขอโทษ เห็นแวบๆว่ามือเป็นรอยฟันซ้ำยังมีเลือดซึมออกมา ผมส่ายหน้าและแตะนาฬิกาเชิงบอกว่าไว้คุยกันทีหลัง เพื่อนก็ทำหน้าเข้าใจ ผมจึงหันไปถามคุณเจษฎาที่ยังดุน้องเจมส์อยู่ “คุณพ่อใช้ภาษามือได้มั้ยครับ”

แม้น้องจะไม่รู้ว่าพ่อดุอะไร แต่จากสีหน้าท่าทางก็เดาได้ไม่ยากว่ากำลังกลัว

“ใช้เป็นแต่คำง่ายๆที่มีนเขาสอนไว้” มีนที่ว่าคงเป็นคุณมีนา ภรรยาของเขาที่เสียชีวิตไปแล้ว เอกสารที่ให้มาว่าไว้แบบนั้น
“งั้นคุณพ่อให้ผมคุยกับน้องหน่อยได้มั้ยครับ”

“คุณรู้ภาษามือหรือไง” เสียงอีกฝ่ายชักจะเหวี่ยง
“แน่นอนครับ ผมอยู่โรงเรียนสำหรับผู้พิการนะ” ผมหันไปยิ้มให้เขา รอยยิ้มที่ส่งไปไม่ถึงดวงตา

“งั้นก็คุยกันไป” เขาว่า “เดี๋ยวผมไปเอากล่องยามาให้”
“ขอบคุณครับ”


ผมแตะไหล่เด็กชายที่ยังคงตัวสั่นอยู่ เขาสะดุ้งเมื่อผมโดนตัว ดวงตาหันมองอย่างหวาดระแวง
“พี่ชื่อแม็กเวล เป็นนักการทูตนะ” ผมบอกเป็นภาษามือ “ส่วนนี่จิณณ์ เป็นครูศิลปะ”
ท่าทางเกร็งๆกับสายตาหวาดระแวงลดลง ท่าทางเข้าใจที่ผมบอก

ภาษามือมีอยู่หลากหลายและมีความเฉพาะกลุ่มสูงทีเดียว นับเป็นโชคดีที่ภาษามือที่ผมกับน้องเจมส์ใช้ไม่แตกต่างกันเท่าไหร่

“เจมส์บอกพี่แม็กได้มั้ย เจมส์กัดพี่จิณณ์ทำไมครับ” ผมถาม
“เขาแย่งของเล่น” เด็กชายตอบเป็นภาษามือเช่นกัน ชี้ไปที่ตุ๊กตุ่นฮีโร่ที่ยังกองอยู่บนโต๊ะ

ผมหันไปมองคาดโทษเพื่อน …จะเล่นด้วยทำไมไม่บอกดีๆ...
เพื่อนส่งสายตาตอบกลับมา …ขออนุญาตเป็นภาษามือไม่เป็น…
…ไม่เป็นก็หันมาถาม ไม่ใช่พรวดพราดเข้าไป… ผมขมวดคิ้วใส่เขา

เขาทำหน้ารู้สึกผิดกลับมา ผมกรอกตาทีหนึ่งแล้วจึงหันไปคุยกับเด็กชาย
“พี่จิณณ์แค่อยากเล่นด้วย ให้พี่จิณณ์กับพี่แม็กเล่นด้วยได้มั้ยครับ?”

เด็กชายมองอย่างชั่งใจครู่หนึ่ง ก่อนจะส่งตุ๊กตุ่นธอร์ให้ผม และส่งโลกิให้เพื่อน

ตอนนี้แม็กในบทโลกิกำลังเอาตุ๊กตุ่นตีกับน้องเจมส์ที่อยู่ในบทไอรอนแมน ส่วนผมในบทพี่ชายน้องเจมส์บอกกลับดาวไปแล้วเลยไม่มีบท(อ้าวเฮ้ย?) ผมนั่งว่างๆก็มองทอร์ที่อยู่ในมือผม เลยไปถึงโลกิในมือแม็กแล้วก็เกิดคำถามขึ้นมาในใจ

นี่หนูเลือกตุ๊กตุ่นให้พี่ๆตามสีผมกับทรงผมใช่มั้ยเจมส์…


ระหว่างที่เล่นกัน ผมได้ยินเสียงน้องเจมส์พูดอืออาอยู่หลายคำ คิดว่ากล่องเสียงของเขายังคงทำงานอยู่ จากที่ฟังคุณเจษฎาเล่าว่าน้องเคยคุยกับแม่ คาดว่าคงเป็นการพูดคุยจริงๆ ทำให้กล่องเสียงยังไม่ฝ่อไปแม้ไม่ได้ยินมาถึงสองปี ยังมีความหวังที่จะพูดได้ ผมอดยิ้มออกมาไม่ได้จริงๆ

ตอนที่คุณเจษฎากลับมา พวกเราก็เล่นกันจนเหมือนเป็นเพื่อนกันไปแล้ว  ไม่แน่ใจว่าคุณเจษฎาไปเอากล่องยาถึงหน้าปากซอยหรืออย่างไร


ผมไม่รู้หรอกว่าเขาแอบมองอยู่ตอนที่พวกเราเล่นกัน คุณเจษฎาไม่เห็นรอยยิ้มของลูกชายตั้งแต่วันที่ภรรยาของเขาจากไป

วิธีแสดงความรักของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ยิ่งกับเขาที่อยู่ในบทบาทพ่อที่เข้มงวดมาตลอด อีกทั้งหน้าที่การงานอันแสนวุ่นวาย เขาไม่สามารถมานั่งเล่นตุ๊กตุ่นฮีโร่เป็นเพื่อนลูกชายได้ ไม่สามารถกระทั่งหาเวลามาพูดคุยกับลูกชายด้วยซ้ำ

ในวันนี้น้องเจมส์ยิ้มออกมาได้ เขาจึงขอยืดเวลาแห่งความสุขของลูกชายออกไปอีกหน่อย ขอแอบมองรอยยิ้มของลูกชายอยู่ตรงนี้ก่อนที่มันจะหายไปอีกครั้ง


ตอนที่ผมทำแผลให้ร่างตัวเอง คุณเจษฎาก็ใช้ภาษามือถามลูกเป็นคำง่ายๆ บางคำเขาไม่รู้ก็หันมาถามผม ลูกชายที่กำลังอารมณ์ดีก็ตอบกลับมา พอลูกชายยอมตอบ คนพ่อก็ดูเหมือนจะอารมณ์ดีขึ้นมาด้วย บรรยากาศการพูดคุยค่อนข้างผ่อนคลาย นับเป็นสัญญาณที่ดี

น้องเจมส์ดูสนใจที่จะมาเรียนที่โรงเรียนของเราตอนที่ผมบอกว่ายังมีเพื่อนอีกเยอะแยะ คิดว่าน้องอยู่บ้านคงเหงามาก

ผมตกลงกับคุณเจษฎาไว้ว่าเขาจะพาน้องเจมส์มาดูโรงเรียนภายในสัปดาห์นี้ ถ้าน้องเจมส์ตกลง เขาก็จะให้น้องเข้าเรียนที่โรงเรียนของเราทันที

ก่อนออกจากบ้าน น้องเจมส์วิ่งเอาตุ๊กตุ่นทอร์กับโลกิมายัดใส่มือผมกับแม็กคนละตัว พ่อของเขาก็อุทาน
“เจมส์หวงของเล่นพวกนี้มาก ไม่เคยให้ใครมาก่อนเลย”

แม็กยิ้มให้น้องเจมส์ ในขณะที่ผมลูบหัวและบอกขอบคุณ ก่อนจะหันไปบอกพ่อเขาอีกประโยค
“งานกับเงินอาจจะสำคัญมากสำหรับคุณพ่อ แต่สำหรับน้องเจมส์แล้วความรักความเอาใจใส่เป็นเรื่องสำคัญที่สุดนะครับ”


ตอนที่พวกเราขับรถออกมายังเห็นคุณเจษฎาและน้องเจมส์ยืนส่งอยู่ เด็กชายโบกมือให้พวกเรา
Spoiler:
แม็กก็เปิดกระจกโน้มตัวออกไปโบกมือให้เขา ก่อนผมจะดึงตัวเพื่อนกลับมาเพราะเราจะออกถนนใหญ่กันแล้ว

จนกระทั่งเลี้ยวออกจากซอยมาเพื่อนจึงหันมาถามผมว่าผมพูดอะไรตอนท้าย ทำไมคุณเจษฎาถึงได้ดูนิ่งไป
ผมก็ตอบเขาไปแค่ว่าฉันอาจจะทำงานนายพัง เพื่อนทำหน้าสงสัยแต่ไม่ได้ถามอะไรต่อ เขาหันไปสนใจGPSที่ผมเพิ่งตั้งเส้นทางใหม่

“ไปสังขละ?” เขาถามเมื่อเห็นจุดหมาย
“ใช่ ไปสังขละ” ผมละมือจากพวงมาลัยมาตอบเพื่อน

“ไม่กลับโรงเรียนเหรอ?”
“ไม่อ่ะ ไหนๆก็ออกมาแล้ว ขอหนีเที่ยวซักวันสองวันแล้วกัน”

“เหมือนมาเดทเลยเนอะ” เพื่อนว่า ทำท่าเหมือนจะเขินขึ้นมา เห็นตัวเองทำท่าเขินแล้วผมขนลุกชอบกล
“เดทเค้าใช้กับแฟน แบบนี้เค้าเรียกมาเที่ยว” ผมบอก

“มาเดท” เพื่อนย้ำ รอยยิ้มระบายอยู่เต็มหน้า
“มาเที่ยว” ผมย้ำบ้าง
“เดท” เขาย้ำอีกที หันมาทำตาเป็นประกายใส่อีกต่างหาก

“เออ เดทก็เดท”

รถเก๋งสีขาวขับเอื่อยๆไปตามเส้นทางถนนหมายเลข323 ค่อยๆมุ่งสู่เมืองสวรรค์ตะวันตกอย่างช้าๆ คลอเคลียไปกับแสงอาทิตย์ยามเย็นที่ค่อยๆลับหายไปตามเหลี่ยมเขา

.
.
.

กว่าจะถึงสังขละฟ้าก็เกือบจะมืดแล้ว

ที่พักหาได้ไม่ยากนักเพราะไม่ใช่ช่วงไฮซีซั่น
ที่พักที่เราเลือกชื่อว่าไฮกุ เกสเฮาส์ เป็นเกสเฮาส์ขนาดเล็กที่ตกแต่งแบบเซน เรียบง่ายแต่ดูดี less is moreที่แท้จริงเป็นเช่นนี้เอง
เจ้าของเป็นชายวัยกลางคนตัวเล็กๆท่าทางใจดี ใส่แว่นทรงกลม บรรยากาศดูติสๆ เป็นอาจารย์(ผมได้ยินคนแถวนั้นเรียกแบบนั้น ไม่รู้แกเป็นอาจารย์อะไรเหมือนกัน)

แม้จะโดนมองแปลกๆนิดหน่อยตอนจองห้องกับการที่ผู้ชายสองคนเดินเข้ามาจองห้องเตียงคู่หนึ่งห้อง(เพื่อความประหยัด)ในยามหัวค่ำของวันวาเลนไทน์
อืมม์…พูดไปแล้วมันก็พิลึกจริงๆนั่นแหละ

เจ้าของเกสเฮ้าส์นำพวกเราไปที่ห้องพักและบอกว่ามีอะไรก็เรียกแกได้ตลอด บอกรหัสไวไฟ ยิ้มให้ทีหนึ่งแล้วบอกว่าขอให้มีความสุขกับวันวาเลนไทน์
…ผมว่าแกต้องเข้าใจอะไรผิดแน่ๆเลย


เจ้าของกลับไปแล้ว แม็กเวลนั่งอยู่ที่เตียง ส่วนผมเดินสำรวจห้องอยู่

ห้องที่พวกเราอยู่อยู่ด้านในสุดของเกสเฮาส์ซึ่งมีห้องพักเพียง 2 ห้อง แถมยังถูกกั้นด้วยกำแพงไม้ไผ่อีกชั้นหนึ่งแยกส่วนกับโซนด้านหน้า และห้องข้างๆก็ไม่มีคนพัก เรียกได้ว่าโซนนี้เป็นของพวกเราอย่างแท้จริง

ด้านหลังห้องพักเป็นสนามหญ้าเล็กๆ มีเก้าอี้กับโต๊ะไม้ไผ่วางอยู่ บรรยากาศน่ามานั่งจิบกาแฟชมน้ำค้างยามเช้า
ห้องพักทำด้วยไม้ไผ่ตั้งแต่เสาพื้นยันเพดาน มีเสียงเอี๊ยดอ๊าดตอนเดินชวนให้รู้สึกเสียวว่าพื้นจะทะลุ

ห้องขนาดค่อนข้างเล็ก ซึ่งก็สมกับราคา ในห้องมีเตียงคู่หนึ่งเตียง โต๊ะข้างเตียง และห้องน้ำเล็กๆที่เป็นประตูเลื่อนที่ไม่มีที่ล็อค มีราวไม้ไผ่สำหรับแขวนผ้า มีโต๊ะปลายเตียงกับทีวีอีกเครื่องหนึ่ง
ถ้าไม่นับโทรทัศน์ก็เรียกได้ว่าที่นี่มีความเป็นธรรมชาติสูงมาก มีเสียงตุ๊กแกด้วยแต่ผมหาตัวไม่เจอ
ซึ่งก็ดีแล้ว อย่าออกมาเลย ผมไม่นิยมสัตว์ประเภทนี้ซักเท่าไหร่ TT


พวกเราไปเดินเล่นที่สะพานมอญกันหลังจากนั้น

สะพานมอญ หรือชื่อจริงๆคือสะพานอุตตมานุสรณ์ เป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย เรียกได้ว่าเป็นซิกเนอเจอร์ของสังขละบุรี

น่าเสียดายที่พระอาทิตย์ตกไปแล้ว บรรยากาศค่อนข้างเงียบ เรายืนมองท้องฟ้ากันอยู่แถวนั้นซักพัก ท้องฟ้าสีน้ำเงินถูกประดับด้วยดวงจันทร์สีเหลืองดวงโตที่แหว่งไปเล็กน้อยเนื่องจากเพิ่งผ่านวันเพ็ญมาไม่นาน ลมตอนกลางคืนค่อนข้างหนาว

แม็กค่อนข้างเงียบ เราไม่ได้พูดคุยอะไรกันในช่วงนี้ ต่างฝ่ายต่างยืนเท้าแขนกับราวสะพาน ปล่อยใจไปกับบรรยากาศ ซึมซับธรรมชาติรอบตัว รวมถึงขบคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้
Spoiler:

สำหรับผมมันเป็นวันที่ดีที่สุดวันหนึ่ง ได้ทำอะไรใหม่ๆ ได้ท่องเที่ยว ได้พบปะครอบครัว และที่สำคัญที่สุด ได้ยิน

แต่สำหรับเพื่อนมันคงเป็นวันที่เลวร้าย แม้พยายามจะทำตัวเป็นปกติ แต่ก็เห็นได้ว่ามันไม่มีอะไรที่เป็นปกติ นี่คงเป็นสิ่งเดียวที่ผมรู้สึกแย่ในวันนี้ การมีความสุขบนความทุกข์ของคนอื่น และคนอื่นที่ว่าก็ไม่ใช่ใครที่ไหนไกล แต่กลับเป็นเพื่อนสนิทของผมเอง

ว่าไปแล้ว… มัวแต่วุ่นวายกับเรื่องนั้นเรื่องนี้จนลืมไปเสียสนิท
ความโกลาหลที่เกิดขึ้นในวันนี้มันเกิดมาจากอะไร ทำไมจู่ๆทั้งโรงเรียนถึงได้เกิดเหตุการณ์ชุลมุนนี้ขึ้นมา

อะไรที่เป็นจุดร่วมของการสลับร่าง
อะไรที่ทุกคนทำเหมือนๆกัน แต่แตกต่างไปจากวันก่อนๆ

ภาพลุงเชฟหัวเราะโฮะๆอย่างอารมณ์ดีปรากฏขึ้นในหัว

เชฟปิแอร์?
แกเกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องนึ้เปล่านะ

เพราะทุกคนทำขนมเค้ก? ไม่น่าใช่ ผมเป็นแค่คนดูเฉยๆ ส่วนแม็กไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ด้วยซ้ำ
เพราะทุกคนกินขนมเค้ก...

ต้องใช่แน่ๆ


หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ยังไม่ทันจะทักแชทไปหาลุงเชฟถึงเรื่องที่เกิดขึ้น เพื่อนก็หันมาหาด้วยสีหน้าละห้อย ส่งภาษามือมาให้อย่างอ่อนแรงว่าหิวแล้ว

ผมจึงเก็บมือถือกับไป นึกขึ้นมาได้ว่าเย็นนี้ยังไม่ได้ทานข้าวกันอย่างเป็นกิจจะลักษณะเลย ได้แต่แวะปั๊มหาของกินเล่นกันระหว่างทาง
เรื่องที่มันผ่านไปแล้วก็ผ่านไปแล้ว จัดการเรื่องตรงหน้าก่อนดีกว่า เดี๋ยวกลับไปถึงที่พักค่อยทักไปถามแกก็ได้


เนื่องจากที่พักไม่มีครัวให้ พวกเราจึงต้องหาร้านอาหารแถวนั้นประทังชีวิต โชคดีที่ยังมีร้านอาหารเล็กๆร้านหนึ่งเปิดอยู่แถวที่พัก โชคร้ายนิดหน่อยตรงที่เหมือนมันจะเป็นร้านเหล้าและมีโชว์ดนตรีสดด้วย

เมื่อมองหน้าเพื่อนที่คล้ายจะเศร้าลงไปอีกเมื่อหันไปมองทางเวที ผมก็รีบกินให้ไวขึ้นเพื่อจะได้รีบกลับที่พัก และเขาจะได้ไม่ต้องเห็นมันอีก
กลับเป็นแม็กที่ขอรั้งอยู่ต่อ เขาบอกเพียงว่า “ฉันอยากรู้ว่านายรู้สึกยังไง”

ผมอยากถามกลับไปนักว่าทั้งวันที่ผ่านมายังรับรู้ไม่พออีกเหรอ

สิ่งที่ผมทำมีเพียงการถอนหายใจเบาบางและนั่งอยู่ข้างๆเขา

เสียงดนตรีดังเสียจนหนวกหู แต่ผมก็ยังนั่งอยู่ตรงนั้น ฟังเพลงที่ไม่ได้ฟังมากว่าสิบห้าปี ทั้งที่ควรจะมีความสุขกับการได้ยิน แต่ในตอนนี้ผมไม่ยินดีกับมันเลยซักนิดเดียว


นั่งก๊งเปบซี่กันไปได้ไม่ถึงชั่วโมงแม็กก็บอกว่าง่วงและชวนผมกลับ
เราจ่ายเงินกันเสร็จก็เดินกลับที่พักกัน

แม็กอาบน้ำเสร็จก็เข้านอน วันนี้เขานอนเร็วผิดปกติ คาดว่าคงเครียดมาทั้งวันจนสมองล้า
ส่วนผมยืมโน้ตบุคเพื่อนมาเปิดเพลงฟัง ซึมซับการได้ยินให้ได้มากที่สุดก่อนที่จะต้องกลับไปไม่ได้ยินอีกครั้ง

.
.
.

เสียงลุกจากเตียงทำให้ผมที่กำลังดูภาพยนตร์เพลงในยูทูปอยู่หันไปมอง
เห็นตัวเองนั่งอยู่ที่ปลายเตียงก็วางหูฟังและขยับเข้าไปถาม “เป็นอะไรรึเปล่า”

แต่เมื่อเห็นหน้าอีกฝ่ายแล้วก็เริ่มรู้สึกถึงสถานการณ์ไม่ปกติ
ดวงตาว่างเปล่า สีหน้าสับสน ยิ่งเห็นผมเดินเข้าไปใกล้คล้ายยิ่งผวา

กลายเป็นจิณณ์สอดไส้แม็กที่แปรรูปเป็นอเล็กซ์ไปแล้ว
อะไรจะซับซ้อนขนาดนี้...

อเล็กซ์คืออีกบุคลิกของแม็กที่มักจะโผล่มาในคืนที่เพื่อนมีเรื่องเครียดๆ ปกติเขาจะระวังเรื่องนี้มาก แต่วันนี้คงเพราะเจอหลายเรื่องจนเผลอลืมเรื่องนี้ไป จะว่าเป็นความผิดของเขาก็ไม่ได้อ่ะนะ

เขาเงื้อมือมาจะผลัก แต่ด้วยความที่ตอนนี้ผมตัวใหญ่กว่าอีกฝ่ายจึงผลักไม่ล้ม ผมคว้าแขนทั้งสองข้างของเขาล็อกเอาไว้ก่อนที่เขาจะทำอะไรอีก

อีกฝ่ายก็ดิ้นรุนแรงจนผมเกือบจับไม่ไหว หลุดมือไปก็หลายหน อีกฝ่ายทำท่าเหมือนจะวิ่งออกไปข้างนอกแต่ผมก็ยังคว้าไว้ทัน ทั้งฉุดทั้งกระชากกันหลายต่อหลายที กัดเข้าให้ก็มีเหมือนกัน ไม่นึกมาก่อนว่าตัวเองจะฟันคมขนาดนี้

คิดว่าพรุ่งนี้ตื่นมาคงมีฟกช้ำดำเขียวกันบ้างทั้งผมทั้งเขา

เสียงเอี๊ยดอ๊าดของพื้นชวนให้หวาดเสียวว่าถ้าเพื่อนดิ้นจนพื้นพังพวกเราจะทำยังไงกันต่อไป ได้แต่หวังว่าพื้นจะไม่เปราะบางอย่างที่กลัว


ผมทุลักทุเลคว้าผ้าห่มกับผ้าปูที่นอนมาผูกมือผูกขาเขาเอาไว้ได้ในที่สุด เพื่อนยังคงดิ้นเหมือนปลาขาดน้ำ เห็นตัวเองถูกจับมัดเป็นบ๊ะจ่างแล้วผมสะเทือนใจชอบกล ถึงผมจะเป็นคนมัดเองก็เถอะ…

เสียงดังโครมครามที่เกิดขึ้นทำให้ผมกลัวเล็กน้อยว่าจะโดนว่าเอา ผมได้แต่ขอโทษขอโพยอยู่ในใจ ภาวนาอย่าให้ใครเข้ามาในตอนนี้เลย เปิดมาเจอฉากนี้เข้าไม่ว่าใครก็ต้องคิดว่าผมกำลังทำอนาจารร่างตัวเองอยู่แน่ๆ ฟังดูเลวร้ายชะมัด TT

“อเล็กซ์” ผมเรียกอีกฝ่าย แล้วก็นึกขึ้นได้ ร่างผมหูไม่ได้ยิน อ่านปากก็ไม่ได้ ยิ่งเป็นอเล็กซ์แล้วด้วย ภาษามือยังสื่อสารกันไม่ได้เลย แล้วจะสื่อสารกันยังไงได้ละเนี่ย
เดี๋ยวนะ ไม่มีภาษามือแต่ยังมีภาษาเขียนอยู่ไม่ใช่เหรอ ผมว่าเขาต้องรู้ภาษาบ้างแหละ

ผมวิ่งไปค้นรถเพื่อน เจอสมุดว่างๆอยู่เล่มหนึ่งก็พูดขออนุญาตในใจคว้ามา เขียนคำว่าง ‘อเล็กซ์’ ลงไปแล้วไปจ่อตรงหน้าเขา

อีกฝ่ายยังคงดิ้นจนผมนั่งทับให้อยู่นิ่งๆแล้วเอากระดาษแผ่นเดิมไปจ่อหน้าอีกรอบ เขาคล้ายจะนิ่งลงนิดหน่อย อย่างน้อยก็ไม่ดิ้นแล้ว แต่ยังได้ยินเสียงลมหายใจฟึดฟัด ไม่แน่ใจว่าโมโหหรือเหนื่อยแล้ว

เห็นว่าได้ผล ผมจึงเขียนต่อไป ‘ถ้าเข้าใจที่เขียน พยักหน้า’
เขาพยักหน้า ผมยิ้มออกมาด้วยความดีใจ อย่างน้อยก็สื่อสารกันได้ละนะ

‘ฉันคือจิณณ์’ เมื่ออ่านคำนี้อีกฝ่ายขมวดคิ้วมองหน้าผมจากนั้นก็ส่ายหน้า ผมจึงเขียนต่อไป ‘เราสลับร่างกัน’

อเล็กซ์รู้จักผมเพราะเราเคยเจอกันก่อนหน้านี้ เพราะนอนห้องเดียวกันบ่อยๆ นานๆทีแม็กก็ปล่อยอเล็กซ์โผล่มาโดยที่เขาไม่ได้ตั้งใจ
และผมเป็นคนแรกที่ไม่หนี (เพราะไม่ได้ยินเลยหนีไม่ทัน) ตีกันไปตีกันมาอยู่หลายยก สุดท้ายเราก็เป็นเพื่อนกันไปแบบงงๆ

ดังนั้นไม่ว่าจะแม็กเวลหรืออเล็กซ์ พวกเขาล้วนเป็นเพื่อนของผม


เพราะอเล็กซ์นิ่งลงแล้วผมจึงแก้มัดให้เขา
เรานั่งคุยกันไปเรื่อยๆ เป็นผมเขียนถาม ส่วนเขาก็พยักหน้าหรือส่ายหน้าตอบ จนสุดท้ายคล้ายว่าคงทนความง่วงไม่ไหว เขาจึงหลับไป
ยังดีที่ห้องไม่กว้างนัก พวกเราเลยมานั่งคุยกันบนเตียงตั้งแต่ต้น ผมจึงไม่ต้องลำบากหามร่างตัวเองขึ้นเตียงซ้ำอีก

เห็นเพื่อนหลับแล้วผมก็ชักจะง่วงบ้าง
เดินไปปิดโน้ตบุค ปิดไฟ และขึ้นไปนอนบนเตียง

ก่อนนอนก็อดไม่ได้จะหันไปบอก เหมือนทุกวันที่พวกเรานอนอยู่ด้วยกัน “ฝันดีนะ”

ค่ำคืนที่วุ่นวายก็ผ่านไปเช่นนี้เอง



15 กุมภาพันธ์ 2560:


เช้านี้ผมตื่นเพราะเพื่อนเป็นคนปลุก
เมื่อลืมตาเห็นตาสีเทาสบกลับมาจึงรู้ว่าทุกอย่างกลับสู่สิ่งที่มันควรจะเป็นแล้ว

มือเจ็บแปลบ ภาพน้องเจมส์ที่งับเสียจมเขี้ยวยังอยู่ในความทรงจำ ตัวยังคงปวดเมื่อยอยู่บ้าง
เพื่อนก็คล้ายจะไม่ต่างกัน ตรงมุมปากยังคงมีรอยช้ำจางๆ

สรรพสิ่งกลับสู่ความเงียบ ผมกลับมาอยู่ในร่างตัวเองแล้วจริงๆ
แม้จะเสียดายนิดหน่อย แต่ทุกอย่างก็ต้องเป็นไปตามครรลองของมัน

“ไปตักบาตรที่สะพานมอญกัน” ผมเอ่ยชวน
“ไปสิ” เพื่อนตอบกลับมาด้วยรอยยิ้ม


เรื่องราวการสลับร่างจบลงแล้ว
แต่เรื่องราวของพวกเรายังคงดำเนินต่อไป



แก้ไขล่าสุดโดย dedog เมื่อ Wed 15 Feb 2017, 23:56, ทั้งหมด 5 ครั้ง
avatar
นักการทูตประจำโรงเรียน
นักการทูตประจำโรงเรียน
INFO.Maxwell Sonner
นักการทูตโรงเรียน
Star Piece100
CHIPS+150 K


ดูข้อมูลส่วนตัว

Re: ROOMMATE 7 : วุ่นรัก สลับใจ

on Wed 15 Feb 2017, 20:18
The night without stars:
'ซ่าา'

ไข่กระทบน้ำมันเดือดสร้างเสียงดังซ่า ผมยืนพิงขอบประตู
มองจิณณ์ที่กำลังทอดไข่ดาวอยู่นอกระเบียง ถึงท้องจะ
กำลังประท้วงเรียกร้องขออาหาร แต่ใจกลับไม่อยากให้
เพื่อนรีบทำเสร็จ ผมเลือกที่จะยืนหลับตาฟังอยู่เงียบๆ

'แกร๊ง'

เสียงทัพพีกระทบกับกระทะเหล็ก แม้จะมองไม่เห็นแต่
กลับรับรู้ได้อย่างชัดเจน ตอนนี้เพื่อนกำลังขยับกระทะ
หลีกความร้อนเล็กน้อยเพราะกลัวว่าไข่แดงจะสุกเกินไป

'ซ่าา'

ผมชอบฟัง 'เสียง' เวลาที่จิณณ์ทำอาหาร มันออกจะ
ฟังดูนุ่มนวลอยู่บ้างหากเทียบการการทำอาหารของ
ผู้ชาย เช่นถ้าเทียบกับผอ.นรินทร์แล้ว น้ำหนักมือที่
เพื่อนใช้เวลาหั่นวัตถุดิบจะเบากว่า ฟังดูเหมือนกำลัง
ทะนุถนอมเจ้าผักปลาไม่ให้บอบช้ำไปเสียก่อน

เพื่อนทำอาหารให้ผมที่คิวงานแน่นจนกลับเสียมืดค่ำ
นอกจากไข่ดาวแล้วก็ยังมีผัดกะเพราของชอบ แถมยัง
ตบท้ายด้วยเค้กช็อกโกแลตฝีมือเชฟมิชชินสามดาว
อย่างเชฟปิแอร์ ถึงจริงๆแล้วจะอยากกินเค้กฝีมือเพื่อน
มากกว่าก็เถอะ แต่ได้แค่นี้ก็ดีแล้ว

'ซ่าา'

ทั้งๆที่ยังไม่ได้กินอะไร แต่ผมกลับรู้สึกหายเหนื่อยเมื่อ
ได้ยิน 'เสียง' เหล่านี้ เสียงจิณณ์ที่กำลังใส่ใจกับอาหาร
ใส่ใจกับการทำมันเพื่อผมเพียงคนเดียว นึกแล้วก็อดยิ้ม
กับตัวเองไม่ได้

ชอบฟังที่สุดเลย....

.

.

.

อืม...

เช้าแล้วเหรอ?.. สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือแรงเขย่าและผ้าห่ม
ที่ถูกดึงออกไป ผมขดตัวเข้าหากันโดยที่ยังไม่ลืมตา แต่
แรงเขย่ายังคงไม่หายไปไหน สุดท้ายเลยต้องหันมอง
อย่างช่วยไม่ได้ ภาพที่มองเห็นเป็นสิ่งแรกของวันคือ...

ตัวเอง????

ห๊ะ?? ผมปิดเปลือกตาแน่นและลืมมองใหม่อีกครั้ง หากก็
ยังเห็นร่างตัวเองอยู่ดี ฝัน.. ต้องยังฝันอยู่แน่ๆ ฝันซ้อนฝัน
แบบอินเซปชั่น หนังที่ดูเมื่อคืนชัวร์ๆ ถ้านอนอีกรอบละก็
อาจจะได้ตื่นมาในโลกแห่งความเป็นจริงก็ได้

ผมพยายามจะนอนต่อแต่ก็ถูกฉุดให้ลุกขึ้นนั่ง ไม่รู้ทำไม
ถึงได้รู้สึกว่าตัวเองที่นั่งอยู่เบื้องหน้าถึงได้ดูสมจริงเกินฝัน
ผมเอื้อมมือจับใบหน้านั้นอย่างกล้าๆกลัวๆ สิ่งที่สัมผัสได้
คือไออุ่นของร่างกาย เขาไม่ใช่ภาพลวงตา...

"ทำไมนายหน้าเหมือนฉัน นายคืออเล็กซ์เหรอ?"

นั่นเป็นคนเดียวที่พอจะนึกออก คนที่หน้าเหมือนกันขนาดนี้
จะเป็นใครไปได้อีกนอกจากบุคลลิกที่สองของผมเอง แต่
ผมไม่เคยเห็นอเล็กซ์ทั้งในฝันหรือในความเป็นจริง เราไม่
เคยสื่อสารกันมาก่อน แล้ววันนี้นึกยังไงถึงได้ออกมาให้
เห็นล่ะ?

"............................"

อเล็กซ์ขยับปากเหมือนกำลังพูดอะไรบางอย่าง แต่ไม่มี
เสียงอะไรเล็ดลอดออกมา จริงสิ อเล็กซ์พูดไม่ได้นี่นะ  

นายพูดว่าอะไร?
"..............."

เอ๊ะ? ตะกี้ค่อนข้างมั่นใจนะว่าพูดออกไปแล้ว ทำไมไม่
ได้ยินเสียงตัวเองล่ะ?

นายพูดว่าอะไรนะ?
"................."

ผมทวนคำพูดอีกครั้งด้วยเสียงที่ดังขึ้นกว่าเดิม ระหว่าง
นั้นก็จับลำคอตัวเองไปด้วย แปลกจัง ลูกกระเดือกก็สั่น
อยู่นี่ แล้วทำไมเสียงถึงไม่ออกมาล่ะ? เมื่อเงยหน้ามอง
อีกฝ่ายจึงเห็นคนหน้าเหมือนผมที่กำลังขยับปากอยู่ตลอด
ไม่สิ... มันอาจไม่ใช่พวกเราที่พูดไม่ได้

แต่ผม 'ไม่ได้ยิน' .... งั้นเหรอ?

เพราะไม่อยากเชื่อจึงลองดีดนิ้วสร้างเสียงดู

'.........'

ถ้าลองเปลี่ยนมือดูล่ะ?

'.........'

แล้วถ้าปรบมือล่ะ!?!

'.........'

ดังไม่พองั้นเหรอ!!

'.........'

ดังกว่านี้ต้องได้ยินแน่!!

'!?!'

ในระหว่างที่ง้างมือกำลังจะตบเข้าหากันก็ถูกผมอีกคนรั้งแขน
เอาไว้ก่อน เขาบีบข้อมือผมแรงขึ้นราวกับพยายามเรียกสติ
สัมผัสที่ข้อมือค้างอยู่เช่นนั้นสักพักจนผมเลิกความคิดที่จะ
ปรบมือ วินาทีนั้นเองที่เริ่มสัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่ฝ่ามือ
เจ็บ.. ชาไปหมดทั้งมือ.. นี่เราปรบมือแรงขนาดไหนกัน?
ผมมองมือที่กำลังสั่นคลอนสักพักก่อนจะเงยหน้าถาม
อีกฝ่าย

ท..ทำไมฉันถึงไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย?
"......................................."

[ระดับความเครียดของแม็กเวล : 20%]

หัวใจเต้นเร็วจนรู้สึกได้ถึงจังหวะทั้งๆที่จริงๆแล้วไม่ได้ยิน
เสียงอะไร ผมมองไปยังอเล็กซ์ผู้มีสีหน้าเป็นห่วง เขาโบก
ไม้โบกมือท่าทางแปลกๆ อ๋อ.. ภาษามือสินะ?

แย่ละสิ สกิลภาษามือตกต่ำมาก.. ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาก็
ไม่เคยตั้งใจเรียนในวิชาภาษามือมาก่อนเลย อาจจะฟัง
ดูตลกที่ผมเป็นเพื่อนสนิทกับผู้พิการทางการได้ยินแต่กลับ
ไม่ค่อยมีความรู้ด้านภาษามือ แต่มันเป็นเพราะจิณณ์ของผม
เก่งเสียจนเราไม่จำเป็นต้องใช้ภาษามือแม้แต่น้อย เขาเชี่ยว-
ชาญการอ่านปากเป็นอย่างดี

ผมพยายามแปลและจับใจความเท่าที่จะทำได้ แต่เรื่อง
ที่อเล็กซ์เล่าทำให้ผมไม่แน่ใจว่าตัวเองแปลถูกต้องหรือไม่
เขาบอกว่าตัวเองไม่ใช่อเล็กซ์แต่เป็นจิณณ์ ตอนนี้เรากำลัง
สลับร่างกัน ฟังดูตลกใช่ไหม? ผมส่ายหน้าให้กับเรื่อง
เหลวไหลก่อนจะก้มหน้าสำรวจร่างกายตัวเอง

ผมสีดำยาว.. ผิวขาว.. มีต่างหูบนหูข้างซ้าย..

จิณณ์?
"...."

[ระดับความเครียดของแม็กเวล : 30%]

.

.

.

พวกเราสลับร่างกันจริงๆ แล้วผมก็ตื่นเต็มตาแล้วด้วย
ใจได้แต่ภาวนาว่านี่คือฝันซ้อนฝันซ้อนฝันแบบซุปเปอร์
อินเซปชั่นที่ไม่สามารถตื่นได้ง่ายๆ แต่ภาพเบื้องหน้า
ก็สะท้อนให้เห็นถึงความจริง ตอนแรกมัวแต่ตกใจที่
ไม่ได้ยินเสียงจนไม่ทันสังเกตอีกฝ่ายให้ดี รอยยิ้ม
ที่เปื้อนอยู่บนใบหน้าของผมในตอนนี้ รอยยิ้มที่ทำให้
รู้สึกสงบใจเมื่อได้มอง มันเป็นรอยยิ้มของจิณณ์
ของจิณณ์เพียงคนเดียว...

จิณณ์อยู่ในร่างผม มันเป็นเรื่องจริง

เพื่อความไม่แตกตื่นเราจึงตัดสินใจว่าจะปิดเรื่องสลับร่าง
เป็นความลับ อะไรที่พอจะทำแทนกันได้ก็ให้ทำไปก่อน
ผมอยากไปสอนแทนเพื่อน เลยพยายามถามว่าต้องสอน
ยังไงและเตรียมตัวอย่างไรบ้าง

นายสอนเรื่องอะไรอยู่?
"....................."

พูดออกไปรึยังนะ? ไม่แน่ใจเลย ควรพูดดังกว่านี้ไหมนะ?

นายสอนเรื่องอะไรอยู่เหรอ?
"..........................."

เพื่อนในร่างผมสะดุ้งโหยง

'ไม่ต้องตะโกนก็ได้'

เขาส่งภาษามือบอก ไม่ได้ตำหนิ ใบหน้ายังเปื้อนรอยยิ้มบางๆ
กะไม่ถูกเลยว่าควรพูดด้วยเสียงระดับไหน ถึงปกติผมจะชอบ
โวยวายแต่ก็ไม่เคยถึงกับตะคอก มันเป็นมารยาทที่ไม่ดี

'มาใช้ภาษามือกัน'

จิณณ์ชวน แม้จะสื่อสารกันไม่ค่อยรู้เรื่องแต่เพื่อนก็รับรู้ได้
ว่าผมกำลังไม่มั่นใจ ต้องขอบคุณระยะเวลาความสนิทสนม
ที่ทำให้เราไม่ต้องใช้คำพูดกันมากมาย เพื่อนเสนอว่าจะ
เป็นคนไปสอนเองโดยให้ผมติดตามไปด้วย จากนั้นเรา
จะไปกาญจนบุรีเพื่อไปทำงานของผมกันต่อ

.

.

.

ตอนนี้จิณณ์กำลังหวีผมให้ผม ก่อนหน้านี้ผมเองก็เซ็ตผมให้
เขา แต่เพราะเหม่อลอยนิดหน่อยจึงฉีดสเปร์ยเข้าตาเพื่อนไป
เต็มๆ เกือบทำตัวเองตาบอดตามผอ.ไปแล้วไหมล่ะ

สบายจัง.. ไม่เคยรู้ว่ามีคนหวีผมให้จะรู้สึกสบายขนาดนี้
ท่าทีสงบนิ่งของเพื่อนทำให้ผมสงบใจขึ้นบ้างเล็กน้อย ไม่รู้
ทำไมจิณณ์ถึงได้นิ่งได้ขนาดนี้ อันที่จริงมันก็เป็นแบบนี้เสมอ
เขามักจะรับมือกับสถานการณ์ต่างๆได้ดีกว่าผม ใจเย็น มั่นคง
เหมือนต้นไม้ใหญ่แข็งแรงที่คอยเป็นร่มเงา

เป็นผมเองที่ช่วยอะไรไม่ได้เลย...

[ระดับความเครียดของแม็กเวล : 35%]

.

.

.

ระหว่างที่พวกเรากำลังเดินผ่านโรงยิมเพื่อไปตึกเรียนนั้นเอง

"...."

อยู่ๆผมก็โดนเพื่อนดึงเข้าหาอย่างกะทันหัน จึงรีบเงยหน้า
มองคนสูงกว่าด้วยความงุนงง จิณณ์พยักหน้าพร้อมส่งสายตา
ให้มองไปอีกทาง ทันใดนั้นเองที่พบกับลูกวอลเล่ย์ที่กำลัง
เด้งกับพื้นและกลิ้งห่างออกไป มันอยู่ใกล้ผมมาก ถ้าดึงตัว
ไว้ไม่ทันคงชนเข้าเต็มรัก

วินาทีนั้นเองที่ผมเข้าใจอะไรบางอย่าง อันที่จริงเหตุการณ์
แบบนี้เกิดขึ้นค่อนข้างเป็นปกติ หากปกติแล้วเป็นผมที่คอย
ดึงเพื่อนออกจากลูกบอลหรืออะไรก็ตามที่จะมาชนเขา
ซึ่งผมเข้าใจมาโดยตลอดว่าจิณณ์เป็นไม่ค่อยสังเกตสภาพ
แวดล้อมรอบตัวมากนัก แต่ความจริงแล้วมันเป็นไปไม่ได้
เลยที่จะรับรู้ การที่ไม่ได้ยินทำให้ไม่มีทางรู้ว่าอะไรจะเข้า
มาตอนไหน

'เฮือก'

สัมผัสที่ไหล่ทำเอาตกใจจนสะดุ้งเฮือก ผมหันมองเพื่อนที่
หัวเราะชอบใจ นี่เป็นตัวอย่างของการที่เราไม่รู้ว่าอะไรจะ
เข้ามาทางไหน...

ขำอะไรของนาย ฉันเกือบทำนายเจ็บแล้ว
"........................................"

ไม่ว่าอะไรจะเข้ามาก็มีแต่ต้องรับมันไว้เท่านั้น นี่คือทั้งหมด
ที่จิณณ์สามารถทำได้ในตลอดเวลาที่ผ่านมางั้นเหรอ?..

ทั้งๆที่คิดว่าตัวเองรู้เรื่องของเพื่อนดีมากแล้วแท้ๆ ทั้งๆที่คิดว่า
รู้จักจิณณ์มากกว่าใคร แต่กลับไม่เคยคิดเรื่องนี้มาก่อนเลย
ไม่เคยคิดเลยว่าเขาต้องใช้ชีวิตแบบไหน รู้สึกยังไง

โดยปกติแล้วผมมักจะเดินตามหลังจิณณ์เล็กน้อยเสมอ เพื่อ
คอยสอดส่องว่าเขาจะเดินชนใครหรือมีใครมาชนหรือเปล่า
ตอนนี้ก็เช่นกัน ผมยังคงเดินตามหลังคนตัวสูงกว่า แต่มันก็
เป็นแค่ความเคยชิน ไม่ได้ความหมายแต่อย่างใด ณ.ตอนนี้
ผมปกป้องเขาไม่ได้ แม้แต่ดูแลร่างกายนี้ให้ปลอดภัยก็ยัง
เป็นเรื่องยาก

ผมปกป้องเพื่อนไม่ได้แล้ว...

[ระดับความเครียดของแม็กเวล : 45%]

.

.

.

ในคาบศิลปะเช้านี้ ผมได้แต่นั่งมองร่างตัวเองที่กำลัง
สอนศิลปะอย่างขะมักเขม้น ซึ่งเป็นภาพที่แปลกมาก
เพราะความจริงแล้วผมไม่มีความรู้เชิงศิลปะเลยสักนิด
พึ่งเคยเห็นตัวเองดูฉลาดเอาก็วันนี้

ผมเบือนหน้าหันไปทางหน้าต่าง ไม่สามารถมีอารมณ์
ร่วมไปกับคาบเรียนได้เลยแม้แต่น้อย การที่ไม่ได้ยิน
มันทำให้รู้สึกเหมือนว่าผมไม่ได้นั่งอยู่ตรงนี้ ไม่ได้อยู่
ในห้องเรียน ไม่ได้อยู่ร่วมกับผู้อื่น รู้สึกเหมือนถูกตัด
ขาดจากทุกอย่างสิ่ง เวลาแต่ละวินาทีผ่านไปอย่างยาว
นาน เบื่อจนอดไม่ได้ที่จะงอแงกับเพื่อนเป็นครั้งคราว

และแล้วคาบเรียนก็จบลงจนได้ ทันทีที่พวกเราจะออก
จากห้องก็มีเด็กนักเรียนหญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาทักทาย
เธอยื่นช็อคโกแลตจ่อหน้าผมระยะประชิดติดขอบปาก
เด็กสาวแสดงท่าเขินอาย ตอนแรกก็ไม่ได้รู้สึกอะไร
แต่พอหันไปเห็นหน้าตัวเองที่พยักหน้าให้เลยระลึก
ได้ว่าผมกำลังอยู่ในร่างของจิณณ์ และเด็กคนนี้ก็ทำ
ช็อคโกแลตมาให้เพื่อนของผม

ต้องรับไว้สินะ..

สิ่งหนึ่งที่ผมเคยมั่นใจคือการที่ผมสามารถดูแลเพื่อน
ได้ดีกว่าผู้หญิงคนไหน ผมมีกำลังมากพอที่จะช่วยเหลือ
เขาได้ แต่ขณะนี้ดูเหมือนว่าความมั่นใจอะไรนั่นมันหาย
ไปพร้อมกับ 'เสียง' แล้ว

ผมจำใจรับช็อคโกแลตเอาไว้และโยนมันต่อให้เพื่อน
ก่อนที่จะเดินนำหน้าไปหวังไม่ให้เห็นหน้า เพราะรู้ตัวเอง
ดีว่าไม่ใช่คนเก็บสีหน้าเก่งอะไร

หงุดหงิดชะมัด...

[ระดับความเครียดของแม็กเวล : 50%]

'ตึง!!'

เสียงที่ดังขึ้นภายในสมองโดยตรงมาพร้อมกับความเจ็บปวด
ที่กระแทกลงกลางสมอง ความรู้สึกเหมือนโดนรถชนหัว
ทำเอาผมที่เดินอยู่ถึงกับเข่าอ่อนตัวเซ เพื่อนหันมามอง
ด้วยสีหน้าสงสัย ซึ่งผมเองก็สงสัยไปไม่แพ้กัน

'นายปวดหัวเหรอ?'

ผมถามด้วยภาษามือ จิณณ์ชี้ที่อกตัวเอง ดวงตาสีเทา
กะพริบปริบๆอย่างไม่เข้าใจความ เขาโบกมือให้เป็น
เชิงปฏิเสธ

''ตัวของนาย' เป็นโรคเกี่ยวกับสมองรึเปล่า?'

จากกะพริบตาเปลี่ยนมาเป็นขมวดคิ้วแทน เขาทำหน้า
ตกใจเหมือนผมกำลังไปบอกว่าร่างกายของเขาเป็นโรค
สมองเสื่อม เส้นเลือดในสมองแตก หรืออะไรสักอย่าง
ที่ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ผมหมายถึง

ที่พูดอ้อมไปอ้อมมาเพราะนึกคำที่จะพูดเป็นภาษามือ
ไม่ออก งงกันไปงงกันมาจนผมตัดสินใจที่จะลองใช้
เสียงดูแทน

นายเป็นไมเกรนรึเปล่า?
"......................"

สีหน้าของเพื่อนถามกลับมาว่า 'อะไรนะ' สงสัยผมจะ
พูดเบาไป แต่ก็ไม่อยากจะตะโกนใส่เพื่อนอีก ผมรู้สึก
กลัวที่จะพูด กลัวว่าเสียงที่ใช้จะไม่พอดี กลัวจะพูดไม่
ชัด ออกสำเนียงแปลกๆ แต่เพราะเป็นห่วงร่างกาย
เพื่อนมากกว่า จึงลองเปล่งเสียงดูอีกครั้ง

ไมเกรน?...
".........."

"........................."

เห็นปากขยับแต่ไม่สามารถทำความเข้าใจได้ ทันทีที่
พูดจบเขาก็โบกมือให้อีกครั้งเป็นการบอกว่าไม่ได้เป็น
ค่อยยังชั่ว แสดงว่าพึ่งมาเป็นตอนที่ผมมาอยู่ในร่าง

งั้นตะกี้เกิดอะไรขึ้นหว่า? กระแทกแรงจนนึกว่าวิญญาณ
จะหลุดออกจากร่างอย่างไรอย่างนั้น

.

.

.

งานถัดไปของวันนี้คือการเยี่ยมบ้านผู้ปกครองที่จังหวัด
กาญจนบุรี พอเดินมาถึงรถผมเพื่อนก็ถามหากุญแจรถ
อะไรของเขา จะเอาไปทำไม?

นายขับรถเป็นเหรอ
"................."

"....."

จิณณ์รีบหยิบใบขับขี่จากกระเป๋าสตางค์ให้ดูด้วยท่าทาง
ภาคภูมิใจ ไปแอบทำมาตอนไหน? ทั้งๆที่ผมย้ำนักย้ำหนา
ว่าถ้าอยากไปไหนก็ให้บอก ผมจะเป็นคนพาไปเอง ทำไม
ถึงได้ดื้อแบบนี้นะ

เจ้าเพื่อนตัวแสบนี่..

ถึงจะไม่ชอบใจแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะผมในตอนนี้ไม่มี
ทางที่จะขับรถได้ดีไปกว่าเขา ไม่มีอะไรอันตรายไปกว่าการ
ไม่ได้ยินเสียงบนทางจารจร สำหรับผมที่มักพึ่งพาเสียงแล้ว
การที่ให้จิณณ์ขับรถมันไม่ต่างจากการปล่อยผอ.ขับรถเลย
เพราะอย่างนั้นถึงได้เป็นห่วงจนแทบบ้า ถ้าว่างเมื่อไหร่ผม
จะไปซื้อจักรยาน เอามันไปย้อมสีเหลืองทั้งคัน ประดับด้วย
ตุ๊กตาหมีเกาะตะกร้าแสนน่ารัก เผื่อเพื่อนจะเลิกยุ่งกับการ
ขับรถสักที!!  

สุดท้ายจิณณ์ก็ได้ขับรถสมใจ

.

.

.

ขับดีเกินคาดแฮะ แถมยังซิ่งพอสมควร คาดว่ากำลังสนุกกับ
การขับรถแบบได้ยินเสียง เห็นอย่างนั้นแล้วผมก็ได้แต่ถอน
หายใจกับตัวเองน้อยๆอย่างช่วยไม่ได้ จะยอมให้ขับสักวัน
ก็แล้วกัน..

เขาขอแวะไปเอาของที่บ้านซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดสมุทรสงคราม
ซึ่งผมก็ยินดี แถมเรายังมีเวลาเหลือเฟือไม่ได้รีบร้อนอะไร
เพื่อนอาสาเป็นคนเข้าไปเอาของในบ้านโดยให้ผมนั่งรอในรถ
เพราะกลัวว่าคนในครอบครัวจะแตกตื่นว่าทำไมลูกชายของ
พวกเขาถึงได้ทำหน้าเป็นปลาตายตลอดเวลา (ผมทำหน้า
แบบนั้นอยู่เหรอเนี่ย)

ระหว่างที่นั่งรอว่างๆผมจึงเอื้อมมือไปหยิบ Fidget Cube
ในลิ้นชักหน้ารถมาเล่นข้ามเวลา คลิ๊กนู้นกดนี่ไปพักใหญ่ๆ
ก็เหลือบเห็นเพื่อนผู้เดินออกมาจากบ้านด้วยรอยยิ้มกว้าง
มันเป็นรอยยิ้มที่สว่างสดใส ผมมองตามคนอารมณ์ดีตั้งแต่
ตอนที่เดินออกจากบ้านจนถึงหน้าประตูรถ เมื่อประตูรถเปิด
ออกถึงได้หันไปอีกทางทำเป็นว่าไม่ได้สนใจเป็นพิเศษ

ทำไมผมจะไม่รู้ว่าจิณณ์รักและคิดถึงครอบครัวมากเพียงใด
เขามีครอบครัวที่น่ารักและอบอุ่น ซึ่งเพื่อนก็มักเล่าเรื่องของ
พวกเขาให้ผมได้ฟังอยู่บ่อยๆ แต่น่าเสียดายที่วันนี้ไม่ได้
เล่ามากนัก คงเป็นเพราะเราสื่อสารกันลำบากนิดหน่อย
ผมชำเลืองมองรอยยิ้มหวานของเพื่อนโดยไม่ได้พูดอะไร

.

.

.

'ขอโทษนะ'

จิณณ์เอ่ยเป็นภาษามือกับผมตอนที่เราแวะปั้มน้ำมัน
ระหว่างทาง ผมมองเป็นเชิงถามว่าขอโทษเรื่องอะไร

'ขอโทษที่ทำให้นายไม่ได้ยิน ขอโทษที่ฉันยืมร่างนาย
ไปหาครอบครัว'

สีหน้านั้นเต็มไปด้วยความเศร้าสร้อย แลดูเหมือนสุนัข
ที่กำลังหงอย อีกแล้ว.. ผมทำร้ายเพื่อนอีกแล้ว ตั้งแต่
'อุบัติเหตุ' ครั้งใหญ่ในสมัยเรียนคราวนั้น ผมก็ไม่เคย
ได้เจ็บปวดเพียงลำพังอีกเลย เรื่องครั้งนั้นทำให้รู้ว่า

ถ้าผมเจ็บ เพื่อนก็เจ็บเหมือนกัน

เพราะเอาแต่คิดถึงตัวเองจนไม่ทันได้คิด แน่นอนว่า
จิณณ์ต้องไม่สบายใจถ้าเห็นผมทุกข์ในร่างของเขา
แน่นอนว่าเขาจะต้องโทษตัวเอง ซึ่งผมไม่อยากให้
เป็นแบบนั้นเลย ผมทนดูเพื่อนทุกข์ใจไม่ได้

"ไม่เป็นไร"

ผมส่งเสียงบอก คิดภาษามือไม่ทัน รู้แค่ว่าต้องทำ
อะไรสักอย่างเพื่อลบสีหน้าหมองมนนั้น ผมเอื้อมมือ
ไปจับใบหน้าอีกฝ่ายและดึงแก้มนั้นเบาๆ

"ยิ้มเถอะ นายเหมาะกับรอยยิ้มมากที่สุด ไม่ว่าจะ
อยู่ในร่างไหน"

.

.

.

ดูเหมือนบรรยากาศในรถจะเปลี่ยนไปนิดหน่อย ถึง
แม้จะไม่มีการสนทนาแต่กลับไม่ได้รู้สึกอึดอัดอะไร
ผมใช้เวลาไปการชมนกชมไม้ข้างทาง สลับกับการ
มองเพื่อนที่กำลังขับรถ มันเป็นภาพที่แปลกตาดี
เพราะปกติผมมักจะเป็นคนที่นั่งอยู่ตรงนั้น ไม่สิ
ตามรูปธรรมแล้ว 'แม็กเวล' ก็ขับรถอยู่นี่หว่า

พอได้มองร่างตัวเองที่กำลังขับรถก็รู้สึกเหมือน
กำลังนั่งดูภาพยนต์ชีวิตตัวเอง ผมที่นั่งตรงนั้น
มักจะเปิดเพลงฟังในรถเสมอ บางทีก็เปิดเพลง
ความหมายดีๆให้เพื่อนฟังทั้งๆที่เขาฟังไม่ได้
แต่เพราะว่าไม่ได้ยินนั่นแหละนะ ถึงได้กล้าเปิด

เอ๊ะ?... แล้วถ้าทำแบบนี้แทนล่ะ?

ว่าแล้วก็ต่อสายมือถือเข้ากับเครื่องเสียงของรถ

"..........."

เพื่อนสะดุ้งเฮือก นี่นายลืมไปแล้วเหรอว่าตัวเองได้ยิน..
เขามองมาด้วยสีหน้าเหลอหลา จิณณ์ไม่คุ้นเคยกับเสียง
เพลง แน่ล่ะ ก็ไม่ได้ยินเสียงมาตั้งสิบห้าปีแล้วนี่นา
ผมสไลด์หน้าจอหาเพลงโปรดและเปิดมันขึ้น

"................................"

เพื่อนโยกหัวน้อยๆ คาดว่าน่าจะกำลังโยกตามจังหวะ
ใบหน้าประดับไปด้วยรอยยิ้มชอบอกชอบใจ จริงสินะ
ลืมไปได้ยังไงกัน ถึงผมจะไม่ได้ยิน แต่จิณณ์ได้ยิน
เพื่อนจะมีความสุขขนาดไหนกันนะ อาจจะอยากกระ-
โดดโลดเต้นไปด้วยความดีใจแต่เกรงใจผมก็เป็นได้

ผมผลันตัวเองเป็นดีเจคอยเปิดเพลง ผู้ฟังของผมเอง
ก็สนุกกับการรีเควสเพลงที่อยากฟัง บางเพลงก็มีใน
เครื่อง บางเพลงก็ไม่มี ก็ดูรีเควสมาแต่ละเพลงสิ
เก่าซะขนาดนี้... สิ่งที่เห็นอยู่ตอนนี้คือภาพของฝรั่ง
วัยรุ่นคนหนึ่งซึ่งกำลังฮัมเพลงยุคเก่าทำนองเชยๆ
ด้วยใบหน้าเปี่ยมสุข อืม.. ย้อนแย้งสุดๆไปเลย
ผมหัวเราะน้อยๆให้ภาพเบื้องหน้า

ถ้าได้ฟังด้วยคนก็คงดี

[ระดับความเครียดของแม็กเวล : 53%]

.

.

.

.

.

เวลาล่วงเลยไปจนแดดเริ่มจางหาย เป็นโชคร้ายของจิณณ์
ที่ผู้ปกครองในวันนี้เป็นเคสที่รับมือยาก เขาดูกังวลมากว่า
จะทำให้ผมเสียงาน ผมเลยให้กำลังใจไปเท่าที่จะทำได้
และแล้วงานก็ลุล่วงผ่านไปด้วยดี(มั้ง) ผมโบกมือลาเด็ก
น้อยด้วยมือที่มีรอยกัดของแกอยู่

ไม่ต้องห่วงนะ มันก็แค่ว่าผมไปจับของเล่นของแกโดย
ไม่ทันได้ถามก่อน เลยถูกกัดเข้าเต็มรักเลย ฮ่าๆๆๆๆๆ

ตอนแรกนึกว่าเราจะกลับโรงเรียนกัน แต่จิณณ์กลับตั้ง
GPS ไปที่อำเภอสังขละบุรี หืม? ยังไปต่อไหวอีกเหรอ?
เพื่อนบอกว่าอยากหนีเที่ยวสักพัก แน่นอนว่าผมอยากไป
ด้วย ก็แค่อึ้งในความถึกทนของคนตัวเล็กกว่าแค่นั้นเอง
ไม่สิ.. ตัวก็ไม่ได้เล็กแล้วนี่นะ กลับกลายเป็นผมเองที่
รู้สึกเหนื่อยนิดหน่อย บวกกับอาการปวดหัวที่เข้ามาเยือน
เป็นพักๆยิ่งทำให้ไม่ค่อยสบายตัว

.

.

ความเย็นของเครื่องปรับอากาสทำให้รู้สึกเคลิ้มง่วง สติ
ของผมไม่ได้อยู่ครบสักทีเดียว น่าจะปล่อยให้เพลงเดิม
วนไปหลายรอบแล้ว เมื่อรู้สึกตัวจึงหันหาเพื่อนที่กำลัง
พูดอะไรบางอย่าง

".............."

'อะไรนะ?'

ผมถามเป็นภาษามือ แต่ถนนตอนกลางคืนไม่เป็นใจให้
คนขับรถหันมองเสียเท่าไหร่ เขายังคงพูดอยู่

"......."

พูดอะไรง่ะ? แล้วทำไมสีหน้าถึงไม่ค่อยดีเลย? เขาเหลือบ
มองมาแวบหนึ่งก่อนจะกลับไปมองถนน หากเพียงสบตา
แค่ชั่วครู่ก็สามารถรับรู้ได้ถึงสายตาที่ปะปนไปด้วยอารมณ์
ที่หลากหลาย ทั้งดูขุ่นเคืองและเป็นห่วงไปพร้อมๆกัน
อยู่ๆจิณณ์ก็ยกมือซ้ายมาปิดตาผมเอาไว้ ด้วยความตกใจ
ทำให้ผมพยายามจะดึงออกทันที แต่แรงผมตอนนี้สู้เขา
ไม่ได้ ได้เพียงแต่แง้มนิ้วมองเพื่อนมองอย่างเลิ่กลัก

สิ่งที่พอมองเห็นคือคือถนนอันมืดสนิท สองข้างทางเต็ม
ไปด้วยป่าไม้ชุกชุม

ป่าตอนกลางคืน?...

'ตึง!!'

อีกแล้ว เสียงดังขึ้นในหัวโดยตรง คราวนี้ไม่ใช่แค่ปวดหัว
แต่หัวใจยังเริ่มพากันเต้นเบรกแด๊นซ์ตามไปด้วย หากคราว
นี้เดาสาเหตุไม่ไม่ยาก เพราะร่างกายผมมีปฏิกริยากับ
'ป่าตอนกลางคืน' มันเป็นสิ่งที่ผมกลัว กลัวจากเบื้องลึก
ของจิตใต้สำนึกโดยที่ตัวเองก็ไม่รู้สาเหตุที่แน่ชัด
รู้แค่ว่ากลัว.. กลัว... กลัวมาก....

จิณณ์สัมผัสได้ว่าผมกำลังสั่นไปทั้งตัว เขาปล่อยมือออก
ก่อนที่จะรีบหยิบมือถือผมไปเร็วไว  พึ่งสัมผัสได้ว่ารถ
กำลังวิ่งด้วยความไวกว่าที่ควรจะวิ่งบนถนนตอนกลางคืน
เพื่อนจ่อโทรศัพท์เข้าใกล้ปากก่อนจะหันหน้าจอมาให้ผม

"โทษที GPS มันพามาทางนี้"

อ่านได้ยังไม่ทันจบดีเจ้าตัวก็ชักมือถือกลับไปพูดอีกคราว
คาดว่าคงให้ให้สิริแปลงเสียงเป็นตัวหนังสือให้

"แป็ปนะ เดี๋ยวก็เข้าเมืองแล้ว"

เขาโยนมือถือกลับมาให้ก่อนจะเอามือมาจับมือผมไว้แทน
ผมสัมผัสได้ถึงเหงื่อที่ไหลอยู่บนขมับทั้งๆที่รถเปิดแอร์เย็น
ตัวสั่นจนรู้สึกได้ ยิ่งมือสั่นมากเท่าไหร่เพื่อนก็บีบมือกลับ
แน่นขึ้นเท่านั้น

'นายจะไม่เป็นไร'

คำนี้ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือช่วยสื่อสารใดๆ มันดังชัดเจน
อยู่ในใจของผม ผมเลือกที่จะหลับตาลงและพยายามหายใจ
เข้าออกลึกๆอย่างที่หมอเคยแนะนำไว้

ฉันจะไม่เป็นไร พวกเราจะผ่านมันไปด้วยกัน
".........................................."

[ระดับความเครียดของแม็กเวล : 86%]

.

.

.

ในที่สุดก็หลุดออกมาจากป่าจนได้ และแล้วก็ถึงที่หมาย
อย่างปลอดภัย แม้สภาพแต่ละคนจะดูไม่ค่อยสู้ดีก็ตาม
พอออกห่างจากป่าตอนกลางคืนสักพักสติของผมก็เริ่ม
กลับมา เรานำของไปวางที่โรงแรมก่อนจะออกมาเดิน
เล่นสูดอากาศข้างนอก มันเป็นนิสัยของพวกเราที่ถึง
จะเหนื่อยแค่ไหนแต่ก็ขอให้ได้ออกไปข้างนอกหน่อย
เถอะ ถ้าต้องนอนอุดสูในห้องทั้งๆที่ได้มาสถานที่ใหม่ๆ
พวกเราคงจะเฉาตายกันเป็นแน่

ที่แรกที่ไปกันคือสะพานมอญ ยืนชมจันทร์อยู่สักพักก็
รู้สึกหิวเลยงอแงลากเพื่อนไปหาอะไรทานกัน

ใกล้ๆที่พักของเรามีร้านอาหารอยู่ หรือจริงๆแล้วพูดว่าร้าน
เหล้าน่าจะถูกต้องกว่า สิ่งที่สะกดสายตาของผมคือแสงสี
จากการแสดงสดของวงดนตรีเล็กๆที่ด้านหน้าเวทีของร้าน
ผมเดินเข้าร้านโดยไม่ได้นึกถึงอาหารหรือความหิว เพียง
แต่ถูกบรรยากาศแห่งเสียงเพลงดึงดูดเข้าไปก็เท่านั้น
นักร้องวัยรุ่นขยับไมค์ใส่อารมณ์ด้วยสีหน้าที่มีชีวิตชีวา

"..............................."

นักร้องหญิงที่อยู่ด้านข้างร้องคอรัสด้วยรอยยิ้ม

"................"

"....."

ผู้ชายคนนั้นกำลังตีกลอง ท่าทีชำนาญทำให้เห็นประสบการณ์

"............................."

"....."

เมื่อสัมผัสได้ถึงแรงเขย่าที่แขนเสื้อจึงหันมอง รู้สึกว่าจะโดน
เรียกมาสักพักแล้ว สิ่งที่เห็นคือจิณณ์ที่กำลังขมวดคิ้วมอง

'ไหนบอกหิว?'

เอ้อ จริงด้วย หิวนี่นา ผมดันหลังเพื่อนน้อยๆให้เข้าร้านไปด้วยกัน

.

.

ถึงข้าวจะวางเสิร์ฟอยู่ด้านหน้าแต่ผมก็ยังสนอกสนใจกับวงดนตรี
นั่งมองไปเรื่อยเปื่อย หันมาอีกทีปรากฏว่าอีกฝ่ายกินข้าวจนหมด
เกลี้ยงจานไปแล้ว ปกติจิณณ์กินข้าวไวขนาดนี้เลยเหรอ? เขา
พยักหน้าขึ้นเป็นเชิงให้ผมกินข้าวของตัวเองบ้าง จะได้รีบกลับกัน

'อยู่ต่ออีกหน่อยได้ไหม?'
'ทำไมล่ะ?'

ผมหันกลับไปยังเวที จ้องมองราวกับถูกสะกดด้วยเวทย์มนต์

'ฉันอยากรู้ว่านายรู้สึกยังไง'

ใช่ ตลอดเวลาที่ผ่านมาผมมักจะพาจิณณ์หลีกเลี่ยงสถานที่
ที่มีงานดนตรีอยู่เสมอ ผมรู้ว่าเพื่อนน่าจะรู้สึกไม่ดี แต่ไม่เคย
รู้เลย ไม่เคยรู้ว่ามันจะรู้สึกแย่ขนาดไหน ทั้งๆที่ก็มองเห็น
กีต้าร์ตัวสวย เห็นอยู่กับตาว่าเขากำลังกดคอร์ดอะไร แต่
กลับไม่ได้ยินอะไรเลย จะว่าเหมือนกำลังดูหนังปิดเสียง
ก็ไม่เชิง เพราะทุกอย่างที่เกิดขึ้นในหนังนั้นเกิดขึ้นเบื้อง
หลังจอภาพ เป็นสิ่งที่อยู่ห่างไกลออกไป

แต่วงดนตรีที่กำลังเห็นอยู่นี้ตั้งอยู่ใกล้แค่เอื้อม เดินไม่กี่
ก้าวก็ถึงหน้าเวที ยังสัมผัสได้ถึงกลิ่นของเหงื่อและไอ
บรรยากาศอันเร่าเร้า แต่กลับไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย...

จิณณ์ถอนหายใจน้อยๆก่อนจะเท้าคางมองไปทางเวที
โดยไม่พูดอะไรอีก เขาคงเข้าใจดีว่าผมกำลังรู้สึกยังไง
ก็เลยไม่อยากให้อยู่ที่นี่นานนัก

แต่ผมอยากเข้าใจ ผมไม่ใช่คนฉลาดเท่าไหร่ ความ
รู้สึกก็ช้า ตามอะไรไม่ค่อยทัน แต่ก็นึกไปเองว่ารู้จัก
เพื่อนดีทั้งๆที่จริงๆแล้วไม่รู้อะไรเลย นี่เป็นโอกาส
เดียวที่จะทำให้ผมเข้าใจได้

ทางด้านเวทีเปลี่ยนนักร้องคนใหม่ คราวนี้เป็นผู้ชาย
วัยกลางคนผู้ไว้หนวดเครา ท่าทางจะเป็นสายร็อค
เขาทักทายทุกคนในร้าน ทุกคนในนั้นรวมถึงผมด้วย

"................."

จากนั้นไม่นานมือกรองก็ให้สัญญาณเริ่มเพลงใหม่
ดนตรีเริ่มขึ้นอีกครั้ง คนในร้านต่างหันมองเวทีเป็น
ตาเดียวกัน

"........................"

เพลงเริ่มขึ้นแล้ว น่าแปลกที่ผมไม่ได้รู้สึกแบบนั้นเลย
ไม่สามารถรับรู้ได้ถึงการเริ่มต้น จุดจบ การเคลื่อนไหว
ผมแทบไม่รู้สึกว่าตัวเองกำลังนั่งอยู่ที่นี่ด้วยซ้ำ

"......................................."

ดนตรี เวลา ค่ำคืน ยังคงดำเนินต่อไปตามหน้าที่ของมัน
ต่อให้ผมจะรับรู้หรือไม่ก็ตาม...

[ระดับความเครียดของแม็กเวล : 99%]

.

.

.

พอกลับมาถึงบ้านแล้วจึงขอตัวไปอาบน้ำล้างเหงื่อเสียหน่อย
อาบน้ำเสร็จแล้วก็เห็นจิณณ์นั่งเล่นโน้ตบุ๊คผมอยู่บนเตียง
ผมเลยไปนอนกลิ้งเล่นข้างๆ นอนมองเพื่อนที่กำลังฟังเพลง
ในยูทูปด้วยอารมณ์สุนทรี ผมยิ้มมองคนอารมณ์ดี

อย่างน้อยถ้านายมีความสุขได้ก็ดี

อ๊ะ เพราะนึกอะไรออกกะทันหันจึงแย่งโน้ตบุ๊คมาค้นหา
ไฟล์บางอย่างที่อยู่ในโฟเดอร์เพลง ว่าแล้วจึงกดแป้นพิมพ์
ค้นหาชื่อไฟล์เพื่อความรวดเร็ว

'0088547.mp3'

'ชื่อไฟล์ไม่เห็นเรียบร้อยเหมือนตอนเมมเบอร์มือถือ..'

ผมหัวเราะให้สายตาเอือมระอา ก่อนจะกดคลิ๊กให้เพื่อนฟัง

"..........................."

ถึงจะไม่ได้ยินแต่ก็จำสิ่งที่อยู่ในไฟล์นี้ได้เป็นอย่างดี มันคือ
เพลงออครูสติกทำนองช้าๆที่ถูกบรรเลงด้วยกีต้าร์ตัวโปรด
ของผม ใช่ มันคือเพลงที่ผมแต่งขึ้นเอง

ผมมองหน้าเพื่อนสลับกับขีดในโปรแกรมเพลงที่ขยับไป
ด้านหน้าที่ละน้อย เขาโยกหัวตามทำนองเพลง รอยยิ้ม
เปื้อนอยู่บนใบหน้า ผมรอจนกว่าขีดในโปรแกรมเล่นเพลง
จะหยุดวิ่ง จากนั้นจึงถามความเห็นผู้รับฟัง

'เป็นไง ชอบมั้ย?'
'ก็เพราะดี'

ผมยิ้มชอบใจก่อนจะขยับไปกดเปลี่ยนชื่อไฟล์เพลงและ
พิมพ์อะไรบางอย่างลงไป

'The night without stars'

เห็นเพื่อนขยับปาก คิดว่ากำลังอ่านในสิ่งที่เห็น

'ใช่ ฉันคิดออกตอนที่เรายืนอยู่ที่สะพานมอญ วันนี้ไม่มี
ดาวเลย'

จิณณ์เลิกคิ้วสงสัยและสนใจในเวลาเดียวกัน

"ฉันแต่งเพลงนี้ให้นาย"

ผมเปล่งเสียงบอก ไม่แน่ใจว่าจะดังไปหรือเบาไป แต่
อยากให้อีกฝ่าย 'ได้ยิน' เลยตัดสินใจ 'พูด' ออกไป

'แต่งไว้นานแล้ว แต่ไม่มีโอกาสเปิดให้ฟัง'

อันที่จริงผมเคยเปิดเพลงนี้ในห้องของเพื่อนหลายหน
ตอนที่ยังทำไม่เสร็จและนั่งเอดิทแก้นู้นสลับนี่ไปเรื่อย
เพียงแต่เพื่อนไม่มีโอกาสที่จะได้ยินมันก็เท่านั้นเอง
ผมก็ไม่เคยคาดหวังว่าเขาจะได้ฟังมันเหมือนกัน
เพราะฉะนั้นตอนนี้เลยดีใจมาก ดีใจจนหัวใจเต้น
แรงขึ้นมาเลย

มันเป็นเพลงที่ผมแต่งจากความรู้สึกที่ได้จากตลอด
เวลาและทุกเรื่องราวที่เราผ่านมาด้วยกัน ตอนนี้มัน
ยังเป็นเพลงที่ไม่มีเนื้อร้อง แต่ถ้ามี ผมก็คงคิดว่ามัน
คงเกี่ยวกับเรื่องราวเฉกเช่นวันนี้

'ค่ำคืนที่ไร้ดวงดาว' ที่เราก้าวผ่านมันมาด้วยกัน..

'ขอบใจนะ'

เห็นเพื่อนยิ้มมาเลยยิ้มกว้างตอบให้ด้วยความยินดี

"......"

ผมหาว พยายามถ่างตามองเพื่อน น่าแปลกที่ถึงแม้
จะลืมตาอยู่แต่กลับเห็นภาพไม่ค่อยชัด เบลอๆมัวๆ
ไปหมด

'นอนเถอะ ฝืนทำไม'

เห็นเพื่อนขยับมือเช่นนั้นเลยคลานไปหาหมอนมาหนุน
ง่วงจังเลยแฮะ แถมยังกลับมาปวดหัวอีกแล้ว ภาพสุด
ท้ายที่เห็นคือเพื่อนที่กำลังกดเล่นเพลงอีกครั้งหนึ่ง

ถ้าชอบก็ดีสิ...

.

.

.

[ระดับความเครียดของแม็กเวล : 100%]
อธิบายเพิ่มเติม:
อาการปวดหัวที่แม็กมีเรื่อยๆตลอดทั้งเรื่องเป็น
อาการประท้วงของอเล็กซ์ที่ต้องการจะออกมา
ข้างนอกค่ะ ปกติแม็กจะรู้สึกได้เวลาที่อเล็กซ์
จะออกมาข้างนอก รู้สึกได้เองในใจโดยไม่มี
อาการทางร่างกายบอกเตือนสักเท่าไหร่

พออเล็กซ์มาอยู่ในร่างของจิณณ์เลยมีอาการ
แตกต่างจากเวลาอยู่ในร่างของแม็ก อาการ
ปวดหัวเป็นสิ่งที่พยายามเตือนแม็กว่ากำลังจะ
มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น แต่แม็กไม่สามารถเข้าใจ
ได้ถึงขั้นนั้นค่ะ

Signature ------------------------------------------------>
Reine : Plays ๐ ๐ ๐

And I will hear, though soft you tread above me,
And on my grave will warmer, sweeter be.
For you'll come and tell me that you love me,
And I will sleep in peace until you come to me.
ขึ้นไปข้างบน
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
2012 © QUAINT | Powered by THE NOBLEMAN ®